เรื่องเล่าจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษแต่กลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 1

วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์จริงที่เกิดจากการหมั่นฝึกฝนภาษาอังกฤษของผม และประสบความสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจก่อนว่า เทคนิคและวิธีการของแต่ละคนที่ใช้ฝึกนั้นย่อมแตกต่างกัน และอาจจะนำวิธีของคนหนึ่งที่ใช้ได้ผลมาแล้วไปใช้กับอีกคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เพียงเดินตามก็สามารถทำได้ ดังนั้นตัวคุณเองควรจะเอาวิธีหรือเทคนิคการฝึกที่มีให้เลือกอย่างมากมายในสมัยนี้ทั้งทางสื่อจากอินเตอร์เน็ตหรือเรียนรู้ตามสถาบันสอนภาษาอังกฤษต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง ถึงจะเป็นการดีที่สุด เอาล่ะมาดูกันเลยว่าผมทำอะไรบ้างตอนที่ฝึกภาษา

1.การเขียนภาษาอังกฤษของผม

เริ่มจากการเขียนเรื่องราวของตัวเองหรือเรื่องราวรอบตัวก่อนเลย อย่าเพิ่งเอาเวลาไปคิดถึงเรื่องคนอื่นหรือเรื่องไกลตัวที่เราไม่เคยให้ความสำคัญกับมันมาก่อน ให้คิดถึงเรื่องราวของตัวเองและเรียบเรียงมันขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษเพราะว่าถ้าเป็นเรื่องของตัวคุณเองแล้ว คุณจะรู้ดีกว่าอย่างอื่นและเข้าใจว่าจะถ่ายทอดมันออกมาอย่างไร โดยการเขียนเป็นบันทึกประจำวันว่า วันนี้คุณทำอะไรไปบ้าง กินอะไรบ้าง ตื่นนอนกี่โมง ไปที่ไหนมาบ้าง เป็นหัวข้อหลักก่อน เขียนเฉพาะคำศัพท์ที่คุณมีอยู่ในหัวนั้นแหละ ยังไม่ต้องไปหาคำศัพท์ใหม่ ๆ ให้เสียเวลา เพราะเดี๋ยวคุณจะรู้มันเอง

เมื่อคุณเขียนบันทึกประจำวันกับสิ่งรอบตัวคุณผ่านไปแล้วสักระยะหนึ่ง จากนั้นลองให้คุณถามเองตอบเองหรือใส่ความคิดเห็นในเรื่องที่คุณเจอมาเข้าไปในบันทึกด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น “วันนี้ฉันไปโรงเรียน” ประโยคนี้เป็นบันทึกตามปกติของผมทุกวัน แต่เมื่อผมใส่ความคิดเห็นไป ก็จะเป็น “วันนี้ฉันไปโรงเรียน มันน่าเบื่อมากเลย” แค่นี้เองสำหรับการเริ่มต้นการจดบันทึก และถ้าคุณถนัดแล้วก็ค่อยเพิ่มเติมให้ประโยคนั้นยาวขึ้นไปอีกจนกว่าคุณจะพอใจ และเมื่อผมไปเจออาจารย์หรือเพื่อนฝรั่ง ผมจะรีบเดินรี่เข้าไปหาให้พวกเขาตรวจประโยคเหล่านี้ให้ผมทันที ถ้าถูกผมก็ภูมิใจแต่ถ้าผิดก็รีบนำข้อแนะนำมาปรับปรุง

2.การฟังภาษาอังกฤษของผม

สมัยนี้คนไทยแทบจะเรียกได้ว่าทุกคนจะพกโทรศัพท์มือถือที่เป็นแบบสมาร์ทโฟนติดตัวกันแทบทุกคน และในมือถือนี้มันมีความสามารถเก็บไฟล์เสียงภาษาอังกฤษไว้แทบจะทุกรุ่นทุกยี่ห้อ คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาเครื่องที่ราคาแพงเพราะเพียงแค่หลักพันต้น ๆ ก็มีจำหน่ายกันเยอะแยะไปและใช้ได้ดีเหมือนกัน การฝึกภาษาอังกฤษจากการฟังของผมนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำ ผมก็แค่เพียงเปิดเพลงที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์หรือบทสนทนาที่ผมสนใจไว้ฟังบนรถหรือเวลาเดินทางไปไกล ๆ ที่ต้องมีกิจกรรมอะไรมาทำฆ่าเวลา ผมก็ใช้เวลาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์โดยการฟังภาษาอังกฤษซะเลย

ถ้าคุณชอบเพลงคุณก็บันทึกเพลงไว้ในมือถือของคุณ บทสนทนาในสถานการณ์ต่าง ๆ ก็เช่นกัน แต่ถ้าคุณชอบฟังอะไรที่เป็นทางการแล้วล่ะก็ ผมแนะนำไฟล์เสียงของสำนักข่าวต่างประเทศที่คุณสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ตง่าย ๆ หรือไม่ก็โหลด Application การฝึกภาษาอังกฤษมาไว้ในเครื่อง ก็ได้เช่นกัน แค่นี้คุณก็มีเสียงภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาโดยตรงเอาไว้ฟังได้ทุกเวลาที่ต้องการแล้ว

3.การอ่านภาษาอังกฤษของผม

ผมเริ่มจากหนังสือนิทานเด็กที่เป็นภาษาอังกฤษนะ ในหนังสือนั้นจะมีเรื่องราวนิทานต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด และที่สำคัญที่สุดคือมันมีแต่ศัพท์ง่าย ๆ ผมแน่ใจว่าถ้าคุณอยู่ในระดับปริญญาตรีหรือบางคนเรียนจบไปแล้ว ถ้าได้มาลองอ่านนิทานพวกนี้ดูแล้ว 80% – 90% คุณจะเข้าใจเรื่องราวของมันอย่างแน่นอน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังใจในการฝึกภาษาได้เป็นอย่างดี และอย่างน้อย ๆ ขอให้คุณหาเวลามาอ่านหนังสือเหล่านี้พร้อมทำความเข้าใจสัก 20-30 เล่มขึ้นไป

หลังจกที่คุณอ่านนิทานอังกฤษสำหรับเด็กไปได้เยอะแล้ว จากนั้นก็เพิ่มเติมระดับความยากขึ้นไปอีกหน่อย โดยการเอาบทความภาษาอังกฤษมาอ่าน เช่น หนังสือพิมพ์ นิยาย หรือบทสนทนาในบทเรียนก็ได้ ลองอ่านแล้วทำความเข้าใจ หากเจอศัพท์ที่ไม่รู้จักให้ข้ามไปก่อน เอาค่อยไปเปิดดูศัพท์ใหม่ทีหลังจากการอ่านหนังสือไปเสร็จแล้วหลายรอบ สมองของคุณจะสามารถประมวลภาพรวมของบทความที่อ่านออกมาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับประสบการณ์จริงจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษกลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 1 ของผม 3 ข้อแรก แค่นี้ก็ทำให้คุณเก่งได้ในระดับใช้งานแล้วนะ แต่ถ้าอยากให้เก่งขั้นเทพแบบผมล่ะก็ ต้องติดตามใน ประสบการณ์จริงจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษกลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 2

Facebook Comments

comments