เรื่องเล่าจากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษแต่กลายเป็นคนเก่งขั้นเทพ ตอนที่ 2

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับตอนที่ 1 ผมได้พูดถึงการเขียน การฟังและการอ่านไปแล้วว่าผมฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองแบบไหน และวิธีที่ผมใช้นั้นใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ผมจะไม่พูดถึงคนที่มี “พรสวรรค์” และผมก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนั้นสักเท่าไร เพราะผมเชื่อว่าการหมั่นฝึกฝนในเรื่องนั้น ๆ เป็นประจำ เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้คุณรู้จริงในสิ่งนั้น มาดูกันต่อไปเลยครับสำหรับตอนที่ 2 ว่าเหลืออะไรกันบ้าง

4.การพูดภาษาอังกฤษของผม

ข้อนี้ต้องบอกตรง ๆ เลยว่าใครทำแบบผมได้ผมยกนิ้วให้เลยนะ เพราะหนึ่งในข้อดีของตัวผมอย่างหนึ่งคือ ผมเป็นคนไม่อายและไม่กลัวคน อาจจะเป็นเพราะส่วนตัวเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งแต่เด็ก ช่วยเหลือทางบ้านทำการค้าเรียกลูกค้า ค้าขายเจอคนมากมายทุกวัน ทำให้ส่วนนี้ส่งผลดีมาให้กับตัวผมเต็ม ๆ และมันไม่ได้ดีต่อแค่การพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้กับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตผมอีกด้วย
การพูดภาษาอังกฤษนั้นเริ่มแรกผมเอาหนังสือพิมพ์และนิทานที่ซื้อมาฝึกภาษาไว้เต็มบ้าน เอามาอ่านออกเสียงดังให้ตัวเองได้ยิน อ่านมันอยู่อย่างนั้นทุกวัน วันละประมาณ 2 ชั่วโมง ให้ตัวเองได้จดจำลักษณะการขยับปากและเสียงสำเนียงที่ตัวเองแสดงออกมา คุณไม่ต้องไปใส่ใจหรอกว่าสำเนียงคุณดีหรือไม่ดี เหมือนเจ้าของภาษามากน้อยแค่ไหน เพราะมันไม่ใช่ภาษาแม่ของคุณ มันก็เป็นเพียงภาษาต่างชาติภาษาหนึ่งเท่านั้น แต่เพียงแค่มันจำเป็นต่อการเรียนรู้
หรืออีกวิธีหนึ่งที่ผมใช้เป็นประจำก็คือการใช้ภาษาอังกฤษโดยตรงกับชาวต่างชาติเลย โชคดีอีกอย่างคือที่บ้านผม ข้าง ๆ บ้านถัดไปประมาณ 7-8 ห้อง (บ้านผมเป็นห้องแถว) มีชาวต่างชาติมาเปิดสอนภาษาอังกฤษฟรี เป็นเหมือนมูลนิธิของประเทศเขามาก่อตั้งและคอยสอนภาษาอังกฤษให้กับทุกคนฟรี ทำให้มีฝรั่งเดินไปเดินมาผ่านหน้าบ้านผมวันละหลาย ๆ รอบ พวกนี้เขาใช้การเดินเท้าเอานะครับ ไม่ค่อยเห็นใครใช้รถเท่าไร เดินแบกกระเป๋าใหญ่ ๆ กันเกือบทุกคน ผมก็ได้โอกาสเหมาะในการชวนคุย เป็นอีกเรื่องที่ผมโชคดีเพราะฝรั่งพวกนี้เขาพอจะรู้วัฒนธรรมของคนไทยเรา เวลาเขาเดินผ่านหน้าบ้านผม ถ้าเห็นผมหรือแม่อยู่หน้าบ้าน เขาจะพูดว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” ทักทายด้วยหน้าตายิ้มแย้มทุกครั้งไป
ผมก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้ลอยนวล ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปเรียนภาษากับฝรั่งเขานะครับ แต่ผมเปลี่ยนฝรั่งหลายคนมาเป็นเพื่อนผมซะเลย ตั้งแต่เด็กอายุไม่น่าจะเกิน 10 ขวบ ไปจนถึงอายุ 40-50 ปีได้ ทุกคนพร้อมที่จะเป็นมิตรกับคนไทย และผมก็เชื่อว่าฝรั่งหลาย ๆ คนที่ชอบมาท่องเที่ยวในเมืองไทยนั้น เขาก็ต้องการจะผูกมิตรกับเราอยู่แล้วอย่างแน่นอนเพียงแค่คุณเปิดใจเดินเข้าไปหา และชวนพูดคุย คุณก็จะได้เปิดโลกกว้างให้กับตัวเองไปในตัวด้วย

5.แกรมม่า (ไวยากรณ์)

ผมบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำตรงนี้เลยว่าแกรมม่านั้นไม่ใช่ปัจจัยหลักในการฝึกภาษาอังกฤษเลยสักนิด ไม่เกี่ยวว่ามันเป็นเรื่องยากหรือง่าย แต่แกรมม่านั้นจะจำเป็นก็ต่อเมื่อคุณต้องการพูดให้ถูกหลักไวยากรณ์ แต่ถ้าคุณแค่ต้องการสื่อสารกับฝรั่งให้เข้าใจ คุณไม่ต้องไปเรียนแกรมม่าให้เสียเวลาเลย จะเห็นได้จากตอนเราเด็ก ๆ เราไม่ต้องมาเรียนไวยากรณ์ภาษาไทยก่อนถึงจะพูดไทยได้ใช่ไหมครับ เราทุกคนบนโลกนี้สามารถพูดภาษาแม่ของประเทศตัวเองได้ก่อนจะรู้จักคำว่าไวยากรณ์เสียด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปนั่งกังวลหรือวิตกว่าสิ่งที่พูด ฟัง อ่าน เขียน จะถูกหรือผิดหลักไวยากรณ์ ขอให้คุณทำการฝึกและหมั่นซ้อมตามที่ผมได้เล่ามาทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจก็พอ คุณจะพบกับความประหลาดใจกับตัวคุณเองว่าสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากขนาดนี้เลยหรือ ถ้ารู้อย่างนี้ฝึกไปตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมาเขินอายหรือเดินหนีฝรั่งทุกครั้งหรอก ขอให้คุณวางเรื่องแกรมม่าไปก่อน หรือถ้าคิดว่าตัวเองต้องสอบภาษาอังกฤษล่ะก็ ค่อยมาอ่านเรื่องพวกนี้แล้วกันนะ เพราะข้อสอบต้องอิงหลักไวยากรณ์เสมอ
สุดท้ายที่จะกล่าวถึงการฝึกภาษาอังกฤษจากประสบการณ์ของผมล้วน ๆ นี้ก็เป็น อุปสรรค์ตัวใหญ่ที่ทุกคนจะต้องเจอไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนทำอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่ทุกคนจะต้องพบเจอนั้นก็คือ ความขี้เกียจ ความเขินอาย ความไม่กล้า ความไม่รู้ อุปสรรค์พวกนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณไม่พกมันติดตัว เพราะถ้าคุณพามันตามคุณไปในทุก ๆ ที่แล้วล่ะก็ การฝึกภาษาอะไรก็ตามไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น คุณจะไม่มีวันทำมันได้สำเร็จเลย ขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านประสบการณ์ของผมประสบกับความสำเร็จในการเขียน อ่าน ฟัง พูด ภาษาอังกฤษนะครับ

Facebook Comments

comments