วิธีขจัดขวากหนามในการพัฒนาตัวเอง

ต้องยอมรับว่าโลกในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เกิดขึ้นพร้อมกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือที่แทบจะเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์จิ๋ว แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ และสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ทะลุทะลวงไปได้ทุกมุมของโลก ไม่นับรวมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บและนวัตกรรมการขับขี่ใหม่ ๆ แต่ในที่นี่เราจะมาพูดถึงเฉพาะการพัฒนาตนเอง จึงยกมาเพียงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเท่านั้น สิ่งเหล่านี้หากจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาก็สามารถทำได้ แต่มุมกลับ มันก็สามารถทำลายการพัฒนาของคุณได้เช่นกัน

ภัยร้าย ! จากโทรศัพท์ ถ้าคุณเป็นนักเรียนหรือมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการอ่านหนังสือหรืออาชีพที่ต้องใช้สมาธิมาก ๆ ในการทำงาน โทรศัพท์มือถือนี่แหละ เป็นตัวถ่วงการทำงานของคุณได้อย่างดียิ่ง เพราะนอกจากเสียงโทรศัพท์ที่เพื่อนหรือคนในครอบครัวของคุณจะโทรมาหาคุณได้ตลอดเวลาทั้งวันแล้ว เสียงเตือนจากโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมามากมายนั้น เช่น ไลน์ สไกป์ เฟสบุ๊ค ก็จะส่งเสียงดังออกมาตลอดเวลาเช่นกัน ทำให้การทำงานหรือการอ่านหนังสือที่ต้องใช้สมาธิและความเงียบอย่างมากสะดุดลง กระบวนการคิดและวิเคราะห์ที่กำลังทำงานอย่างต่อเนื่องนั้นได้หยุดชะงักลงเพียงเพราะเพื่อนของคุณโทรมานัดไปเตะบอลตอนเย็น หรือเพียงเพราะแฟนคุณโทรมาถามว่าเย็นนี้จะทานอะไรที่บ้าน สิ่งเหล่านี้หากจะบอกว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็นก็ไม่สามารถบอกแบบนั้นได้ แต่หากว่าถ้าคุณได้จัดการตารางชีวิตของคุณอย่างดีแล้ว คุณควรจะใช้เวลาว่างในการโทรไปบอกเพื่อนและแฟนของคุณซะ ว่าจะทำอะไรเมื่อไรและจะทานอะไรเป็นมื้อเย็นสำหรับวันนี้ และปิดเสียงโทรศัพท์ซะ เมื่อทำงานเสร็จก็ค่อยเปิดเสียงตามปกติ

วิธีขจัดขวากหนามในการพัฒนาตัวเอง
วิธีขจัดขวากหนามในการพัฒนาตัวเอง

เรื่องเก่า ๆ ในอดีต ผลของการทำงานที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วจะเป็นผลจากการทำงานที่ผ่านมา หมายความว่าเมื่อคุณทำสิ่ง ๆ นั้นมาได้ดีแล้ว ผลตอบรับก็ต้องดีไปตามที่มันควรจะเป็น แต่หากว่าผลตอบรับมันไม่ดีตามที่คุณคิด คุณก็ควรจะปล่อยผ่านมันไป ให้มันเป็นเรื่องของอดีต ไม่ควรเอาเก็บมาคิดให้ปวดหัวและเป็นปัญหากับงานปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้าของคุณ

เรื่องในอนาคต การคำนึงถึงอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่หากคุณต้องการให้ผลออกมาดีในอนาคต คุณก็ต้องทำปัจจุบันให้ดีเสียก่อน ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งเพ้อเจ้อเพ้อฝันอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะรวย เราจะสอบติดที่นั้นที่นี่ โดยที่ในขณะนั้นคุณไม่มีหนังสืออยู่ในมือ ไม่ได้อ่านหนังสือ แต่ตัวคุณกำลังเดินช็อปปิ้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า แบบนี้จะไปทำให้อนาคตของคุณสำเร็จตามที่ต้องการได้อย่างไร ฉะนั้นเรื่องในอนาคตก็ไม่ต้องไปกังวลกับมันมากหากแม้แต่ในปัจจุบันคุณทำผลงานออกมาได้ดีแล้ว ผลตอบรับอย่างน้อยถ้าไม่ดีตามที่ต้องการแต่มันต้องดีตามสมควรของมัน

นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ยังมีเรื่องของครอบครัว เรื่องของญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานทั้งหลาย ที่จะคอยรบกวนคุณตอนที่คุณต้องการสมาธิในการทำงานได้ คุณควรจะคุยกับพวกเขาเหล่านั้นให้เสร็จก่อนที่คุณจะทำงานหรือคุยหลังจากที่คุณทำงานไปได้เสร็จหมดแล้ว งานของคุณถึงจะเกิดประสิทธิภาพอย่างที่สุด และจะไม่มีอะไรเป็นขวากหนามในการพัฒนาตัวของคุณได้เลย

การฝึกตัวเองให้เก่งจริงนั้นทำอย่างไร

ข้อที่ 1 ทุกคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในด้านที่ตนเองต้องการนั้น จะต้องมีความมุ่งมั่น จริงใจ อดทนต่อสิ่งที่พบเจอ และไม่ผัดผ่อนหรือหลบเลี่ยงปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข ไม่ใช่การมุ่งเน้นทำเฉพาะแค่ตอนที่มีกำลังใจแรงกล้า ทำแค่ตอนแรก ๆ ชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเบื่อแล้วหรือหมดความอดทนก็ทิ้งไป แทนที่จะได้สิ่งที่อุตส่าห์ฝึกฝนมากลับกลายเป็นว่าทุกอย่างมลายสูญไปเพียงไม่นาน และอาจจะต้องมาตั้งต้นกันใหม่ทั้งหมด เมื่อคุณมีลูกฮึดอีกรอบ การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่เสียเวลาเปล่า ไม่เกิดประโยชน์อันใดที่สามารถนำมาใช้ได้จริง การฝึกฝนที่ทำ ๆ หยุด ๆ จึงไม่ก่อให้เกิดความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืน คุณต้องมุ่งมั่น ตั้งใจ อดทน และไม่ท้อถอยเมื่อคุณเหนื่อยล้า แต่อาจจะหยุดพักเพื่อจะตั้งหลักและสู้ต่อไปจนถึงชัยชนะ
ข้อที่ 2 ความมุ่งมั่นตั้งใจ อดทนต่ออุปสรรคต่าง ๆ ที่พบเจอ คุณต้องหยุดและคิดถึงหนทางแก้ไข ลองผิดลองถูก จนเห็นหนทางที่แท้จริง ดั่งเช่น สตีฟ จอบส์ คน ๆ นี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างมาให้ดูว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝ่าฟันอุปสรรคที่เขาพบเจอ ไม่ว่าจะมากมายขนาดไหนเขาก็ผ่านมันมาได้เพราะความอดทน ความไม่ย่อท้อ ความไม่ลดละความพยายาม ถึงแม้บริษัทของเขาเกือบจะล้มหลายครั้ง การหักหลังที่เกิดขึ้นภายในบริษัทและความไม่เข้าใจกันระหว่างเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้ง แต่สตีฟ จอบส์ ก็อดทนและผ่านมันมาได้ ด้วยการคิดวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เขาเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากอีกหลายตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในโลก หรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ ถ้าเขาทำได้ คุณก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน

การฝึกตัวเองให้เก่งจริงนั้นทำอย่างไร
การฝึกตัวเองให้เก่งจริงนั้นทำอย่างไร

ข้อที่ 3 การฝึกตัวเองที่ดีนั้น จะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนไปด้วยพร้อม ๆ กัน เพราะนั้นจะทำให้คุณเข้ากับสังคมต่าง ๆ ได้อย่างไร้ข้อติติง และถึงแม้คุณจะโดนคนในสังคมไหนก็ตามตำหนิคุณมา แต่เขาก็จะตำหนิในเชิงบวก เพราะคุณทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน ทำตัวให้เป็นคนมีสัมมาคารวะ รู้จักกาลเทศะ แต่งตัวให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมาย หรือแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่ต่าง ๆ ที่ต้องไปทำงาน การยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ การซื้อของฝากติดไม้ติดมือไปด้วย จะเป็นการสร้างเครดิตความน่าเชื่อถือและสัมพันธ์อันดีเยี่ยมของคุณและสังคมในอนาคต การฝึกตนเช่นนี้ หากกล่าวไปก็เหมือนการลงทุนของชีวิต ที่มีแต่ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งนั้น ไม่เสียแรงหรือเสียเวลาเปล่าเลยที่จะลงทุนไป
ข้อที่ 4 ข้อสุดท้าย คือการจัดตารางชีวิตประจำวันและการตั้งเป้าหมาย หากคุณคิดว่าสามารถทำทั้ง 3 ข้อที่ผ่านมาได้แล้วนั้น สุดท้ายคุณเพียงแค่จดมันลงไปในกระดาษและอาจจะแปะมันไว้ที่ประตูห้องนอน ติดไว้ระดับสายตาให้คุณมองเห็นมันทุกเช้าก่อนออกไปทำงานว่าคุณต้องการทำอะไร และจุดสูงสุดที่คุณต้องการจะเป็นนั้นคืออะไร การจดตารางชีวิตประจำวันนั้นมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นให้สำเร็จไปได้ตามเวลาที่กำหนด คุณจะกลายเป็นคนที่คนอื่นนับถืออย่างยิ่ง การไปตามนัดหมายต่าง ๆ ทำได้ตรงเวลาและไม่พลาดที่จะเคลียร์คิวงานต่าง ๆ ให้ว่างก่อนที่จะไปเจอนัดหมายที่สำคัญ ซึ่งมันจะทำให้คุณประสบกับความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้างและจากผู้ใหญ่ในที่ทำงานหรือจากเพื่อนร่วมงาน ทุกคนสามารถผลักดันให้คุณไปอยู่ในจุดที่ต้องการได้อย่างแน่นอน
สรุป การฝึกตัวเองให้เก่งได้นั้น จะต้องมีความมุ่งมั่น อดทน ไม่ย่อท้อ มีความจริงใจในการทำงานและรู้จักการเคารพผู้ใหญ่เคารพคนรอบข้าง การรู้จักกาลเทศะ จะทำให้คุณประสบกับความสำเร็จได้ตามที่คุณปรารถนาทุกประการ

เริ่มต้นการพัฒนาตัวเองด้วยการจัดระเบียบรองเท้า

เวลาที่เราไปบ้านคนอื่นหรือมีแขกจากที่อื่นมาเยี่ยมเราที่บ้านนั้น ปกติแล้วเวลามีคนจะเดินเข้ามาภายในตัวบ้าน ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าและเอาไปเก็บไว้ที่ชั้นวางรองเท้า แต่นั้นหมายถึงแขกผู้มีระเบียบซึ่งเราจะไม่นับรวมในที่นี้ สิ่งที่เป็นจริงคือ คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแขกหรือเป็นเจ้าของบ้านเองก็ตาม จะชอบถอดรองเท้าสะบัดให้หลุดออกจากเท้าไว้อยู่แถว ๆ พื้นที่ใกล้กับชั้นวางรองเท้า เหตุเพราะความขี้เกียจและอาจจะคิดว่าเดี๋ยวเราก็ต้องออกไปข้างนอกอีกก็เลยไม่คิดจะวางรองเท้าเก็บให้เป็นระเบียบ

การเริ่มต้นพัฒนาปรังปรุงหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการจัดระเบียบรองเท้านี้ หลายท่านคงจะมองว่ามันไม่เห็นจะสำคัญตรงไหนเลย และคงจะไม่ทำให้บุคคลนั้นเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอนซึ่งความเชื่อแบบนั้นเป็นความเชื่อที่ผิดโดยสิ้นเชิง คุณจะเห็นได้ว่าคนรวยหลาย ๆ คนที่เขาประสบความสำเร็จ พวกเขาจะมีนิสัยทำอะไรก็ตามเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการกิน การแต่งตัว ความสะอาดของร่างกาย ทรงผมและหน้าตา คนเหล่านี้จะทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่งเป็นแน่หากว่าไม่ใช่นิสัยที่แท้จริง เขาจะปกครองใครแม้สักคนเดียวก็ทำไม่ได้ถ้าแค่เรื่องความเป็นระเบียบก็ยังต้องโกหก

เริ่มต้นการพัฒนาตัวเองด้วยการจัดระเบียบรองเท้า
เริ่มต้นการพัฒนาตัวเองด้วยการจัดระเบียบรองเท้า

วิธีการจัดระเบียบรองเท้าแท้จริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย ทำไมจะต้องพูดคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าคุณคิดแบบนี้ คุณอาจจะโดนถามกลับว่า ก็ถ้าเรื่องมันดูเหมือนจะไม่เป็นเรื่องแต่ทำไมคุณยังทำมันไม่ได้ล่ะ ! ถ้าคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ ล่ะก็ การใช้วิธีนี้เป็นการเริ่มต้นก็เป็นความคิดที่ดีไม่แพ้วิธีอื่นเลยทีเดียวล่ะจะบอกให้

เพียงแค่จากเดิมที่คุณเดินสะบัดรองเท้าออกกระเด็นกระดอนไปตามพื้น ก็เปลี่ยนเป็นค่อย ๆ ถอดโดยการก้มลงไปใช้มือช่วยถอดรองเท้าออกและจัดเรียงพวกมันไว้ตามชั้นวางรองเท้า และหากเห็นว่าแขกที่มาบ้านหรือคนในครอบครัวถอดรองเท้าไว้ไม่เป็นระเบียบล่ะก็ แนะนำเลยว่าคุณไม่จำเป็นต้องไปบอกหรืต่อว่าพวกเขา เพียงคุณจัดระเบียบรองเท้าของพวกเขาในทันทีที่คุณเห็นในทุก ๆ ครั้ง เท่านั้นเอง เมื่อคนในครอบครัวของคุณเห็น หรือแขกที่มาพักอยู่ที่บ้านของคุณเห็นว่ารองเท้าของพวกเขาถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยเจ้าของบ้าน พวกเขาก็จะเกิดความละอายแก่ใจและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปกับคุณ เขาจะต้องถอดรองเท้าและวางให้เป็นระเบียบแน่นอนในครั้งต่อไปที่มาเยือน

วิธีนี้ไม่เพียงแค่เปลี่ยนตัวของคุณเองได้ แต่ยังสามารถเปลี่ยนคนรอบ ๆ ข้างของคุณได้อีกด้วย ยิงนัดเดียวได้นกเป็นโหลเลยทีเดียว เป็นยังไงบ้างล่ะถึงวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยเริ่มต้นจากการจัดระเบียบรองเท้า

ทำให้เสร็จในวันนี้ อย่ามัวแต่รอ

การพัฒนาตัวเองจะต้องเกิดจากตัวคุณเอง มันไม่สามารถเกิดจากคนอื่นมายัดเยียดให้คุณได้ หากวันนี้คุณมีงานบ้านหรืองานของบริษัทที่ได้รับมอบหมายให้มาทำ และงานชิ้นนั้นเป็นงานที่ทำไม่นานก็เสร็จ ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่มีกำหนดการส่งอาทิตย์หน้า คุณควรจะทำให้มันเสร็จภายในวันนี้เลย ไม่จำเป็นต้องรอไปอีก 2-3 วัน หรืออีก 4-5 วันค่อยทำ เพราะแนวคิดแบบนั้นจะทำให้ผลงานที่ทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

เรามาดูกรณีตัวอย่างง่าย ๆ ที่หลายคนคงจะเป็นแบบนี้ คือ วันนี้นายเอต้องซักผ้า แต่นายเอคิดว่าชุดทำงานเหลืออีก 3 ชุด เลยจะซักผ้าอีกใน 2 วันข้างหน้า เพราะเสื้อทำงานยังเหลือไว้ใส่ได้อีก 3 วัน วันที่ 3 ที่จะซักก็จะเหลือชุดทำงาน 1 ชุดพอดี นายเอคิดว่าจะซักตากทิ้งไว้แล้วออกไปทำงาน ดังนั้นพอถึงวันที่ 3 นายเอจึงซักผ้าทั้งหมดและนำไปตากที่ดาดฟ้าของบ้าน จากนั้นก็สวมชุดทำงานที่เหลือเพียงแค่ชุดเดียวออกไปทำงานตามปกติ แต่แล้วในวันที่ร้อนอบอ้าว ก็ดันมีเมฆฝนลอยผ่านเข้ามาอย่างไม่คาดคิด ทำให้ฝนตกบริเวณแถวบ้านของนายเอทั้งหมด เสื้อผ้าที่นายเอคิดว่าจะกลับมาเก็บตอนกลับจากเลิกงานในตอนเย็น ขณะนี้ได้เปียกฝนผสมกับเศษฝุ่นผงสกปรกเหมือนตอนยังไม่ได้ซัก เมื่อนายเอกลับมาบ้านและเห็นอย่างนั้น นายเอก็นั่งเซ็งและโทษตัวเองว่า ทำไมเราไม่ซักผ้าตั้งแต่ 3 วันที่แล้ว เราจะได้มีชุดทำงานเหลือใส่ต่อไปอีก 1 อาทิตย์

Do-It-Now
Do it now

การยกตัวอย่างมานี้ ถึงจะเป็นตัวอย่างสมมติแต่เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็เป็นเช่นนี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า ดินพอกหางหมู หมายถึง นิสัยที่ชอบปล่อยให้การงานคั่งค้างสะสม ผัดวันประกันพรุ่ง เกียจคร้าน ไม่ยอมทำให้สิ่งนั้นสำเร็จเสร็จสิ้นโดยเร็ว การพัฒนาตนเองโดยการทำงานให้เสร็จตามกำหนดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านั้นคือ คุณควรจะทำให้เสร็จเร็วกว่ากำหนดถึงจะดีที่สุด ไม่ต้องรอให้เจ้านายหรือเจ้าของงานมาคอยทวงงาน ซึ่งนั้นจะทำให้คุณหมดความน่าเชื่อถือและจะทำให้หน้าที่การงานของคุณตกต่ำลงด้วย

ไม่ว่าการทำงานส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตาม ถ้าคุณสามารถทำให้เสร็จโดยเร็วและงานที่ทำนั้นจะต้องทำให้เต็มความสามารถ ผลตอบรับของมันจะต้องส่งผลที่ดีกับตัวคุณอย่างแน่นอนที่สุด มันเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นของคุณในสายตาของเจ้านายหรือลูกค้า คุณจะดูเป็นคนที่ต้องได้รับความเคารพจากคนรอบข้าง เพียงแค่คุณทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จลงโดยเร็วเท่านั้น

เดี๋ยวก่อน! แป๊ปเดียว! พรุ่งนี้แล้วกัน! ศัตรูตัวร้ายของความสำเร็จ

การผัดวันประกันพรุ่งนั้นใคร ๆ ก็รู้ว่ามันไม่ใช่นิสัยของคนขยันและแน่นอนมันต้องไม่ใช่นิสัยของผู้ที่ต้องการเติบโตเป็นเจ้าของธุรกิจ การพูดปัดจนติดเป็นนิสัยถึงกับแก้ไม่หายของคนหลายคน เป็นเหตุทำให้เพื่อน แฟน หรือคนในครอบครัวเอือมระอากันเลยทีเดียว นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานซึ่งมันเป็นที่ยอมรับไม่ได้อยู่แล้วกับการทำงาน แล้วคุณล่ะเป็นแบบนี้ด้วยรึเปล่า ถ้าคุณกำลังเป็นคนแบบนี้อยู่ นั้นหมายความว่าคุณคือคนขี้เกียจ…ฟันธง !

หากเราไม่โกหกตัวเองและเปิดใจที่จะยอมรับความเป็นตัวของตัวเอง คุณจะรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีว่า เออ…เรานี่มันขี้เกียจนี่หว่า เพราะฉะนั้นคุณควรจะเปลี่ยนมุมมองและทัศนะคติทั้งหมดเกี่ยวกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย ไม่ใช่คิดแค่ว่าหากฉันทำแล้วไม่ได้เงิน ฉันไม่รีบแล้วกัน ถ้างานไหนที่ฉันทำแล้วได้เงิน ฉันค่อยรีบทำ การคิดแบบนี้มันไม่ได้เปลี่ยนตัวตนที่แท้จริงของคุณ คุณเพียงแค่ซ่อนความขี้เกียจนั้นเอาไว้ใต้พรมที่สกปรก

เพราะฉะนั้นคุณควรจะกำจัดความสกปรกใต้พรมของคุณให้สะอาดทั้งข้างบนและข้างล่าง วิธีนี้แก้ได้ง่ายมาก เพียงแค่หากมีใครมาชวนคุณไปไหนก็ตาม คุณพิจารณาดูแล้วว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับตัวคุณถ้าได้ไปกับเขาด้วย จงคิดไว้เสมอว่า คุณต้องตอบรับการเชิญชวนนั้นในทันทีและหยุดให้ความสนใจกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้านั้นซะ คุณควรจะรีบออกไปกับเขาให้เร็วที่สุด ก่อนความขี้เกียจที่เป็นเพื่อนสนิทของคุณจะมาเยือน เมื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนไม่ผัดวันประกันพรุ่งได้ทีละเล็กทีละน้อยแล้ว คุณจะรับรู้ได้ถึงโลกใบใหม่เลยว่า มีสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้และสนุกกับมันได้อีกเยอะทีเดียว สิ่งสำคัญที่จะตามมานั้นคือขนาดของสังคมที่ใหญ่ขึ้น เพื่อนหน้าใหม่ที่มากขึ้นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน ทั้งนี้ก็คงต้องรวมไปถึงหน้าที่การงานของคุณจะต้องส่งผลที่ดีกับตัวคุณแน่นอน

ศัตรูตัวร้ายของความสำเร็จ
ศัตรูตัวร้ายของความสำเร็จ

จะเห็นได้ว่า เพียงแค่คุณเพิ่มความกระตือรือร้นขึ้นมาเพียงนิดเดียว ความสุขในครอบครัวและในหน้าที่การงานก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทุกอย่างรอบตัวคุณจะเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การสั่งงานลูกน้องของคุณจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะเขาจะมองคุณเป็นตัวอย่างในการทำงาน ถ้าเจ้านายไม่ขี้เกียจ ลูกน้องก็จะไม่กล้าขี้เกียจ นี่คือหลักการขั้นพื้นฐานที่สุดในการบริหารงาน ถ้าคุณต้องการจะประสบผลสำเร็จในชีวิตการทำงาน คุณจะต้องประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวของคุณเองให้ได้เสียก่อน หยุดการผัดวันประกันพรุ่งซะเดี๋ยวนี้

คุณรู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือยัง

ทุกคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ต้องการประสบกับความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประสบความสำเร็จเรื่องการเรียน การงาน การเงิน ธุรกิจ หรือแม้แต่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตคู่ ดังนั้นการค้นหาหนทางแห่งความสำเร็จจึงมีความหมายที่ยิ่งใหญ่พอ ๆ กับความสุขที่จะได้รับมาพร้อมกัน การตั้งคำถามกับตัวคุณเองเป็นวิธีที่จำเป็น เพราะมันคือการตอบคำถามและเป็นการประเมินความรู้ความสามารถทั้งหลายในตัวคุณว่า คุณควรจะเรียนคณะอะไรหรือควรจะทำอาชีพอะไรถึงจะเหมาะสมกับตัวคุณ และคำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณประสบกับความสำเร็จได้ง่ายขึ้นในเร็ววัน

ด้วยเหตุนี้… คุณควรสำรวจนิสัยของตัวเองโดยการทำแบบทดสอบ เพราะหากคุณไม่รู้จักตัวเองดีพอ ก็จะไม่สามารถแก้ไขจุดบกพร่องได้อย่างถูกจุดและทันเวลา แต่ประเด็นสำคัญที่สุดในการตั้งคำถามคือการไม่โกหกตัวเอง เพราะถ้าแค่การตั้งคำถามคุณยังโกหกตัวเอง คำตอบที่คุณจะตอบมันก็จะไม่พ้นคำตอบที่โกหกอยู่ดี  เรามาดูคำถามเบื้องต้นที่ควรจะถามตัวเองกัน การตั้งคำถามยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น

  • ฉันสามารถตื่นนอนได้เช้าที่สุดตอนกี่โมง
  • ฉันมีความสามารถในด้านไหนมากที่สุด
  • ฉันต้องการผ่อนคลายกับความเครียดจากการทำงานด้วยวิธีใด
  • ฉันควรจะประหยัดค่าใช้จ่ายขนาดไหนกับรายได้ในปัจจุบัน
  • ฉันสามารถลดรายจ่ายในการเดินทางได้อีกหรือไม่
  • ฉันสามารถแบ่งเวลาให้กับการอ่านหนังสือได้มากที่สุดกี่ชั่วโมงต่อวัน

คำถามเหล่านี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ในการทดสอบตัวคุณเอง ลองคิดคำถามง่าย ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันหรือคำถามที่เกี่ยวกับการจัดการทั้งหลายในชีวิตของคุณขึ้นมาอย่างน้อยสัก 15 คำถาม แล้วคุณจะเริ่มมองเห็นว่าสิ่งที่ตัวคุณเองทำอยู่นั้นดีพอหรือไม่ และควรจะเป็นไปในทิศทางนั้นจริงหรือเปล่า

คุณรู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือยัง
คุณรู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือยัง

เมื่อคุณตอบคำถามทุกข้อได้แล้ว พึงสำรวจและอ่านมันอีกสัก 2-3 รอบ คุจะเห็นได้ว่าความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวของคุณเองนั้นยังมีเหลืออยู่อย่างมากมายจนไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างง่าย ๆ

  • คำถาม ข้อที่ 1 ฉันสามารถตื่นนอนได้เช้าที่สุดตอนกี่โมง
  • คำตอบ ฉันสามารถตื่นได้เช้าที่สุดประมาณ 06.00 นาฬิกา แต่นอนต่อจนถึง 07.30 นาฬิกา เพราะยังสามารถไปทำงานได้ทัน

การตอบคำถามแบบนี้ถือว่าเป็นการตอบคำถามที่ไม่โกหกตัวเองและสามารถนำมาใช้งานให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาตัวของคุณเองได้ คุณจะเห็นได้ว่าคุณตื่นตอน 06.00 นาฬิกา อาจจะเพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ แต่ความเป็นจริงแล้วคุณจะตื่นมาปิดนาฬิกาปลุกและจะนอนต่อจนถึงเวลา 07.30 นาฬิกา แสดงว่าคุณสูญเสียเวลาไปถึง 1.30 ชั่วโมงโดยไร้ความหมายและไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลยจากเวลาที่สูญเสียไป

เพราะฉะนั้นการตั้งคำถามด้วยความเป็นจริงและไม่โกหกตัวเอง การประเมินคุณค่าและความสามารถในตัวของคุณ จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุณจะหยิบเวลาที่คุณทำมันหายไปนั้นกลับคืนมาใช้ให้เกิดรายได้ เกิดความรู้ หรือเกิดประโยชน์ต่าง ๆ ตามแต่ที่ต้องการ ส่วนสำคัญที่สุด คุณจะรู้จักตัวเองและสิ่งที่คุณควรจะทำในอนาคต