อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จุดรอยต่อที่สวยงามของสามจังหวัด

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ที่มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 3 จังหวัด ทั้งเลย พิษณุโลกและเพชรบูรณ์ เป็นพีที่ที่สวยงามและมีความแปลกตา ไปด้วยธรรมชาติและยังเป็นดินแดนของประวัติศาสตร์ที่เป็นยุทธภูมิที่สำคัญอีกด้วย เนื่องมาด้วยความขัดแย้งในหลาย ๆ ด้านจึงทำให้อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เป็นเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลือประวัติศาสตร์ที่ที่สำคัญของการสู้รบ และยังคงมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ลักษณะภูมิอากาศของที่นี่ก็ก็จะคล้าย ๆ กับภูกระดึง เนื่องจากมีความสูงที่ไล่ระดับกัน ก็จะมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำลงประมาณ 4 องศา ซึ่งในฤดูร้อนก็จะเย็นสบายดี
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าเป็นอุทยานแห่งประวัติศาสตร์ ซึ่งมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามที่จะแปลกตามากกว่าอุทยานอื่น ๆ โดยที่จะมีจุดสนใจที่แตกต่างอยู่ 2 จุด คือด้านของประวัติศาสตร์และด้านของธรรมชาติ ซึ่งด้านประวัติศาสตร์จะมีเป็นพิพิธภัณฑ์การสู้รบ ที่จะอยู่ใกล้กับทางอุทยาน เป็นสถานที่มนการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสู้รบ มีแผนภาพและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาวุธ และเอกสารที่จะเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่สามารถบรรจุคนได้ถึง 80 คน โรงเรียนการเมืองการทหารที่ปกคลุมไปด้วยป่าทึ้บ ก่อตั้งขึ้นมาเป็นโรงเรียนเพื่อการศึกษาตามแนวทางของคอมมิวนิสต์ ได้เปลี่ยนเป็นสถานที่ให้ความรู้ที่มีความสวยงามของใบเมเปิ้ลแดงที่ร่วงหล่นลงมาในช่วงเดือนมกราคม ด้านธรรมชาติจะมีลานหินแตกที่เป็นแนวร่องลึกเหมือนแผ่นดินแยก ซึ่งบางรอยก็มีขนาดเล็กและบางรอยก็มีขนาดใหญ่ มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดมาจากการโก่งตัวของพื้นผิวโลก ทำให้ก้อนหอนสามารถที่จะแตกออกจากกันได้ และลานหินปุ่ม ที่อยู่ริมหน้าผา ลักษณะจะเป็นลานหินที่มีหินผุดขึ้นมาเป็นปุ่ม ๆ ที่มีขนาดที่ไล่เลี่ยกัน ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากการสึกกร่อนไปตามธรรมชาติ ทั้งนี้ยังมีผาชูธงที่อยู่ห่างจากหินปุ่มประมาณ 500 เมตร สามารถมองเห็นวิวในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ได้กว้างไกลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการชมพระอาทิตย์ตกดินนั้นถือว่าสวยงามเป็นอย่างมาก
น้ำตกผาลาดตั้งอยู่ทางด้านล่างของหน่วยพิทักษ์ห้วยน้ำไซ ทางเข้าจะผ่านหมู่บ้านชาวม้ง ซึ่งจะเป็นจุดที่ผลิตไฟฟ้าด้วย เพราะเป็นเขื่อนพลังน้ำที่เดินแยกซ้ายแกไป 2 กิโลเมตรก็จะถึงตัวน้ำตก และน้ำจะเป็นลำธารสายใหญ่ที่ดูว่ามาสูงนักแต่ก็มีน้ำหลากตลอดทั้งปี ดังนั้นจึงเป็นเขื่อนที่สามารถนำเอามาผลิตไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี และน้ำตกดาดฟ้าที่เป็นน้ำตกที่มีความสูงมากอีแห่งหนึ่งของทางอุทยาน โดยจะต้องเดินเท้าเข้าไปในน้ำตกอีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะได้เล่นน้ำตกน้ำใสและขึ้นชื่อแห่งนี้อย่างสบายใจ

10 ความประทับใจในเมืองเล็กๆริมฝั่งโขง “เชียงคาน”

หายไปซะนานเลย ไม่ได้แวะมาเล่าเกี่ยวกับทริปท่องเที่ยวส่วนตัวซะนาน ผมกลับมาแล้วครับ จริงๆไม่ได้หายไปไหนหรอก ตะลอนเที่ยวอยู่แถวๆนี้แหละ หน้าหนาวเค้าไปเที่ยวไหนกัน คำตอบคงหนีไม่พ้นอพยพขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือกับภาคอีสานตอนบนของไทยเรานี่หล่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้แหวกแนวจากชาวบ้านเค้าเท่าไหร่ ตะลุยอีสานครับ ไปเลย ไปเลย ไปเลย ปลายทางผมอยู่ที่เชียงคานครับ

เมืองนี้ผมได้ยินชื่อและคุ้นหูมานานมากครับ แต่ยังไม่เคยไปเที่ยวกับเค้าซักที จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆนี่เอง เพิ่งมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับตัวเอง คุ้มค่ามากครับ กับการเดินทางครั้งนี้

1. อากาศเย็นสบาย

2.ทะเลหมอกบนภูทอก

3.ถนนคนเดินที่มีชีวิตชีวา

4.อาหารการกินที่หลากหลาย

5.ผู้คนที่เป็นมิตรและมาจากหลากหลายที่

6.สิ่งปลูกสร้างสวยงาม แปลกตา

7.วัดวาอารามเยอะ

8.แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติริมฝั่งโขง

อันนี้ผมหมายถึงแก่งต่างๆตามแม่น้ำโขงครับ เช่น แก่งคุดคู้ ซึ่งผมนั่งคุยกับคุณป้าเจ้าของห้องพักที่ผมเข้าพักในคืนแรกเค้าภูมิใจนำเสนอมาก แต่ผมดันไม่ได้ไปเก็บภาพซะงั้น ไม่ใช่ผมไม่ชอบนะครับ ผมชอบมากเลย แต่มันเหมาะกับหน้าร้อนมากกว่า ตัวผมเองเกิดมากับน้ำโขง บ้านผมอยู่อุบลราชธานี ซึ่งคุ้นเคยกับน้ำโขงเป็นอย่างดี ผมก็เลยไม่อินเท่าไหร่มั้ง เอาไว้คราวหน้าผมจะไปทำการบ้านมาใหม่ก็แล้วกัน แต่จากคำบอกเล่าของคนท้องที่ แล้วก็จากที่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆเอามาบอกเล่า ผมว่าไม่ควรพลาดนะ ถึงผมจะพลาดไปแล้วก็เถอะ

9.ทิวทัศน์และวัฒนธรรมริมฝั่งโขง

อันนี้ผมชอบมากครับ ภาษาเราๆที่เข้าใจง่ายก็คือ วิวสวยมาก สวยแบบเรียบง่ายครับ บรรยากาศตอนเช้าหมอกเยอะมาก เย็นสบาย เดินเล่นถนนชายโขง ดูวิธีชีวิตของคนท้องถิ่นที่เตรียมข้าวของ ตั้งร้าน เตรียมขายของ นักท่องเที่ยวที่ออกมาเดินเล่นชมวิว บรรยากาศฝั่งตรงข้ามของน้ำโขง เมืองนี้มีเสน่ห์อย่างนึงคือคุณจะได้ยินเพลงลูกทุ่งไทยที่เปิดจากหมู่บ้านในฝั่งลาวกระจายทั่วคุ้งน้ำเลยครับ จากที่ออกมาจากห้องแบบงัวเงีย ตาสว่างเลยผม เพราะไม่แน่ใจว่าเสียงเพลงมาจากไหน ผมไม่ใช่พวกละเอียดอ่อนนะ แต่ผมว่ามันน่ารักมาก อมยิ้มไม่หยุดเลย คนที่เดินสวนไปมาคงคิดว่าผมบ้า แต่ช่างมันครับ Because I’m happy  ก็คนมันมีความสุข ผมไม่แคร์

10. ตัวผมเอง?

อย่าเพิ่งโห่นะครับ ที่บอกว่าประทับใจในตัวผมเองก็เพราะความบ้าบอของผมที่คุยกับชาวบ้านเค้าไปทั่วแล้วได้ข้อมูลต่างๆมาบอกเล่าต่อนี่ไง ไม่น่าประทับใจเหรอ? ผมว่าน่าประทับใจออก ที่คนอย่างผมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เพราะการออกเดินทางท่องโลกของนกกระจิบตัวน้อยๆในวันนั้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวันนี้ นี่แหละครับความประทับใจในเชียงคานของผม ออกเดินทางครับ แล้วคุณจะพบกับความประทับใจที่ไม่รู้จบ เจอกันทริปหน้าครับ

พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น จังหวัดสกลนคร

จังหวัดสกลนครชื่อได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านความศรัทธาในพระพุทธศาสนาทำให้มีวัดวาอารามหลายแห่งอันเกี่ยวเนื่องกับครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่หลายท่านด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือพระอาจารย์ฝั้นอาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร ซึ่งท่านได้ปฏิบัติกรรมฐานในสายของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ด้วยคุณงามความดีของพระอาจารย์ฝั้นที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและเดินตามรอยทางของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อท่านได้ละสังขารไปแล้วจึงได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อรวบรวมประวัติและข้าวของเครื่องใช้ของท่านขณะยังดำรงขันธ์ รวมไปถึงคำสอนต่างๆของท่านเพื่อให้ชาวพุทธรุ่นหลังได้ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน และได้นำคำสอนไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หากแต่ในปัจจุบันนี้พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้นถือได้ว่าเป็นสถานที่ซึ่งนักแสวงบุญให้ความสนใจเมื่อได้ไปเยือนเมืองสกลนคร เพราะต่างก็มีความเคารพศรัทธาปรารถนาไปกราบไหว้ และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อันสวยงามนี้

พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้นตั้งอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร   ลักษณะตัวพิพิธภัณฑ์ถูกสร้างเป็นรูปเจดีย์ โดยมีฐานกลมเป็นกลีบบัวสามชั้น  ภายในปรากฎรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้นซึ่งมีขนาดเท่าองค์จริง ในอิริยาบถนั่งห้อยเท้า แล้วถือไม้เท้าไว้ที่มือ ซึ่งเป็นรูปปั้นที่แลดูเสมือนจริงมาก

พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น จังหวัดสกลนคร
พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น จังหวัดสกลนคร

ภายในปรากฏมีการแสดงเครื่องอัฐบริขารต่างๆที่พระอาจารย์ฝั้นท่านได้เคยใช้มาก่อนขณะยังดำรงขันธ์ และยังได้บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ในตู้กระจกให้ประชาชนได้ทำการกราบสักการะอีกด้วย

นอกจากนี้ยังได้มีการรวบรวม ชีวประวัติของพระอาจารย์ฝั้นตั้งแต่วัยเยาว์ การบวชในร่มกาสาวพัสตร์ จวบจนกระทั่งมรณภาพ  ชีวประวัติโดยย่อของพระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร กำเนิดในสกุลสุวรรณรงค์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่ตำบลบ้านม่วงไข่ อำเภอพรรณนานิคม  เมื่ออายุได้ 19 ปี ได้บรรพชาที่ วัดโพนทอง อายุ 20 ปีได้อุปสมบทในพุทธศาสนา ในเวลาต่อมาท่านได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝั้นได้มรณภาพ ในคืนวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.  2520  เมื่ออายุได้ 78 ปี

สำหรับแรกเริ่มของการสร้างพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้นเนื่องจากหลังที่ได้มีการสรงน้ำศพของพระอาจารย์ฝั้นแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับสั่งว่าทั้งเครื่องอัฐบริขารหรืออัฐิของพระอาจารย์ฝั้นนั้นหากสามารถเก็บไว้ในที่เดียวกันได้ ก็จะเป็นการดี เป็นเหตุให้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา

นักท่องเที่ยวท่านที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และกราบสักการะอัฐิธาตุของพระอาจารย์ฝั้นสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 22 (สกลนคร-อุดรธานี)  มุ่งหน้าไปยังอำเภอพรรณานิคม จากนั้นให้เลี้ยวขวาตรงอำเภอพรรณานิคมไปประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วก็จะพบทางเข้าวัดป่าอุดมสมพร

วัดศาลาลอย นครราชสีมา

สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในภาคอีสานมีอยู่หลายแห่งด้วยกันหนึ่งในนั้นคือ วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งวัดแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความเก่าแก่เป็นอย่างมาก เพราะถูกสร้างมาอย่างยาวนาน  ตั้งแต่สมัยที่ท้าวสุรนารีรบชนะกองทัพของเจ้าอนุวงษ์ ในปี พ.ศ. 2370 เรียกได้ว่า เป็นวัดที่ท้าวสุรนารี หรือย่าโมท่านสร้างขึ้นมานั่นเอง

ต่อมาเมื่อท้าวสุรนารีได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ก็ได้มีการอัญเชิญอัฐิของท่านไปเก็บไว้ยังไว้ยังวัดแห่งนี้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีขึ้นมาอีกด้วย เพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ระลึกถึงเกียรติประวัติคุณงามความดีของท่าน

วัดศาลาลอยถูกสร้างมายาวนานมากกว่า 200 ปีแล้ว โดยสาเหตุเกิดจากเมื่อท้าวสุรนาที ได้ทำศึกสงครามจากทุ่งสัมฤทธิ์เสร็จสิ้น ซึ่งครานั้นได้รับชัยชนะ ระหว่างทางที่กลับมานั่นเอง ท่านได้พักที่ท่าตะโก แล้วได้สั่งการให้ทหารที่ติดตามมานั้น สร้างแพขึ้นมาให้เป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง

จากนั้นท่านจึงได้อธิษฐานไว้ว่า  หากแพนี้ได้ลอยไปถึงตรงไหน ก็จะสร้างตรงนั้นให้เป็นพระอารามไว้เป็นอนุสรณ์ ทว่าแพงดังกล่าวได้ลอยไกลไปถึงบริเวณลำตะคองฝั่งขวา ซึ่งสถานที่ตรงนั้นเป็นวัดร้าง ต่อมาท่านจึงได้สร้างวัดขึ้นมาตามการอธิษฐาน ในเวลาต่อมาวัดแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า วัดศาลาลอย เพราะมีรูปแพเป็นลักษณะศาลาตามประวัตินั่นเอง

สำหรับความสำคัญของวัดศาลาลอยแห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ซึ่งจะทำให้ชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี ยังมีความโดดเด่นของพระอุโบสถที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้มาชมกัน เนื่องจากพระอุโบสถแห่งนี้นั้น มีภาพพุทธประวัติปรากฏอยู่โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นภายในผนังโบถส์ มีจิตรกรรมของพุทธประวัติตอนผจญมาร , พระพุทธเจ้าเมื่อคราทรงเสด็จลงจากดาวดึงส์ปรากฏเป็นภาพที่ผนังโบสถ์ด้านหลัง , เรื่องราวพระเวสสันดรชาดกแสดงเป็นลักษณะของภาพนูนปรากฏที่บานประตูซึ่งเป็นโลหะ

พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสีขาวในอิริยาบถยืน ปางห้ามสมุทร พระนามว่า”พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์”

ด้านหน้าประตูของพระอุโบสถนั้น ปรากฏเป็นภาพของท้าวสุรนารีในรูปแบบของปูนนั้น ในอิริยาบถนั่งพนมมือกลางสระน้ำ โดยรอบตัวพระอุโบสถมีกำแพงแก้วรูปเสมา  ส่วนอัฐิของท้าวสุรนารีถูกบรรจุอยู่ในสถูปเล็กๆ ปรากฏอยู่บริเวณด้านข้างพระอุโบสถ

นอกจากพระอุโบสถหลังใหม่ที่กล่าวมาแล้ว พระอุโบสถหลังเก่าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากมีพุทธศิลป์ที่หาชมได้ยาก เพราะเป็นอุโบสถในลักษณะรูปแบบของเรือสำเภา โดยรอบพระอุโบสถถูประดับประดาไปด้วยกระเบื้องดินเผา

พระธาตุศรีคูณ นครพนม

ในจังหวัดนครพนมนั้น สถานที่ศาสนสถานที่สำคัญอันเป็นสถานที่ซึ่งสาธุชนให้ความเคารพนับถืออีกทั้งยังถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในทางพระพุทธศาสนา ให้ได้มาศึกษาประวัติความเป็นมาขององค์พระธาตุเจดีย์ และสถาปัตยกรรมต่างๆขององค์พระธาตุซึ่งมีอยู่หลายสถานที่ด้วยกัน หากแต่มีอีกหนึ่งความศรัทธาที่ประชาชนให้ความเคารพนั่นก็คือ “พระธาตุศรีคูณ จังหวัดนครพนม” ซึ่งถือเป็นพระเจดีย์ธาตุประจำคนเกิดวันอังคาร

ประวัติความเป็นมานั้นระบุไว้ว่า  ปี พ.ศ. 2340 ได้มีการค้นพบพระธาตุศรีคูณต่อมาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุศรีคูณใน ปีพ.ศ.2486-2490  ซึ่งสาธุชนต่างให้ความเคารพศรัทธามาอย่างยาวนาน จวบจนปัจจุบัน  สำหรับองค์เจดีย์พระธาตุศรีคุณแห่งนี้  ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระธาตุศรีคุณ

ภายในวัดธาตุศรีคุณ มีเสนาสนะโดยทั่วไป ซึ่งมีการสร้างอย่างเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถ กุฏิพระ หรืออื่นๆ ล้วนแต่เป็นการก่อสร้างที่ไม่หรูหรา  เพราะความศรัทธานั้นไม่ได้เน้นที่ความหรูหราของวัตถุภายนอกที่ต้องสร้างกันอย่างใหญ่โตมมโหฬาร แต่เน้นไปที่ความเชื่อในผลของการทำดีแล้วได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน การรักษาศีล หรือการเจริญภาวนาที่ชาวพุทธสามารถกระทำได้

สถาปัตยกรรมของพระธาตุศรีคุณนั้น มีรูปแบบส่วนบนของพระธาตุ ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับพระธาตุพนม  ทว่าก็ยังมีความแตกต่างให้เห็นอยู่นั่นก็คือ ชั้นที่ 1 นั้นจะมีอยู่ 2 ตอนด้วยกัน และมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถูกประดับประดาไปด้วยลวดลายที่ทำมาจากปูนปั้น

ส่วนชั้นที่ 2 จะมีลักษณะที่สั้นกว่าพระธาตุพนม ภายในพระธาตุเจดีย์ศรีคุณนั้น ได้ทำการบรรจุพระธาตุพระอรหันต์  อันได้แก่ ธาตุของพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และพระสังกัจจายนะ

ส่วนการกราบสักการะอย่างถูกต้องตามความเชื่อของชาวนครพนม คือ จะต้องมี ธูป 8 ดอกและเทียน 2 เล่ม นอกจากนี้ยังต้องเตรียม พวงมาลัย  ดอกไม้ ผ้าสีชมพู น้ำอบไทย  ข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวพอง  มีความเชื่อกันว่า หากใครได้มากราบสักการะพระธาตุศรีคุณแล้ว จะได้รับอานิสงส์มาก เป็นผู้มีศักดิ์ศรีเป็นทวีคูณ สมกับนามของพระธาตุ

แต่ทว่า การจะบูชาพระธาตุให้เกิดอานิสงส์มาก ไม่ใช่เฉพาะแต่การบูชาด้วยดอกไม้ของหอมเสมอไป แต่เป็นการบูชาด้วยการปฏิบัติ เช่น การให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาถือเป็นการปฏิบัติบูชาที่มีอานิสงส์มาก

สำหรับการเดินทางมายังวัดพระธาตุศรีคุณสำหรับนักท่องเที่ยวนั้น สามารถเดินทางโดยใช้เส้นทาง หลวงหมายเลข 212 ราว  7 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 223 อีกราว 20 กิโลเมตร จะถึงพื้นที่อำเภอนาแก แล้วเลี้ยวซ้ายต่อไปก็จะเห็นพระธาตุศรีคุณอันโดดเด่นเป็นสง่า

พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร

หากใครเคยไปเที่ยวจังหวัดสกลนครก็คงทราบดีว่า ที่จังหวัดนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือสถานที่ซึ่งมีความสำคัญในทางพระพุทธศาสนาเพราะมีอยู่เป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นที่ทุกคนหากเดินทางไปยังสกลนคร จะต้องไปกราบไหว้ขอพร ก็คือ “พระธาตุเชิงชุม”

ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุเชิงชุมทำให้พุทธศาสนิกชนจำนวนมากเดินทางไปกราบสักการะอย่างต่อเนื่อง กอปรกับสถาปัตยกรรมที่ดูสวยงามเก่าแก่และแปลกตา ชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมอย่างสม่ำเสมอ เรียกได้ว่า หากใครเดินทางไปสกลนครแล้วต้องไปกราบไหว้พร้อมเที่ยวชมพระธาตุเชิงชุมอย่างแน่นอน

พุทธศิลป์ของการสร้าง “พระธาตุเชิงชุม” ซึ่งตั้งอยู่ถนนเจริญเมือง  อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร นั้น ได้ออกแบบในลักษณะของการก่ออิฐถือปูน มีฐานของพระธาตุเจดีย์ เป็นฐานรูปสี่เหลี่ยม มีความสูงจนถึงยอดเจดีย์ประมาณ 24 เมตร ส่วนบนของพระธาตุเจดีย์เป็นทรงบัวเหลี่ยมสวยงามแปลกตา

ทว่าในส่วนของ ยอดฉัตรพระธาตุนั้น ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์ ที่มีน้ำหนักกว่า 247 บาท รอบองค์พระธาตุ มีการสร้างซุ้มประตูทั้งหมด 4 ด้านด้วยกัน เป็นรูปแบบของยอดปราสาท

นอกจากนี้ได้มีการสร้างซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก เพื่อทำการครอบรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์อีกด้วย เรียกได้ว่า เป็นการสร้างศาสนสถานที่ทำให้เกิดพุทธานุสติสำหรับคนที่ไปกราบสักการะ เพราะทำให้พุทธศาสนิกชนได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะรอยพระพุทธบาท ที่เป็นปริศนาธรรมว่าด้วยการเดินตามรอยเท้าของพระพุทธองค์ ก็คือ ทางสายกลาง ว่าด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

ประวัติการสร้างพระธาตุเชิงชุมไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน แต่ทว่าพระธาตุเชิงชุมนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์รวมจิตใจ รวมศรัทธาของชาวสกลนครมาอย่างเนิ่นนาน

สำหรับด้านในวิหารของพระธาตุเชิงชุมแห่งนี้ ได้มีการประดิษฐาน พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์พระนามว่า หลวงพ่อองค์แสน กล่าวได้ว่าในทุกวันนี้ โดยเฉพาะวันพระมักจะมีประชาชนเข้าไปกราบสักการะพระธาตุเชิงชุมและหลวงพ่อองค์แสนมากกว่าทุกวัน

นอกจากพระธาตุเชิงชุม หลวงพ่อองค์แสน แล้ว ก็ยังปรากฏบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย หากเที่ยวชมภายในวัดอย่างละเอียดก็จะเห็นว่า ในวัดพระธาตุเชิงชุมนี้ จะมีหอระฆังซึ่งมีความสูงกว่า 3 ชั้น ถูกสร้างขึ้นโดยชาวเวียดนามที่ได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สกลนคร เขาเหล่านั้นได้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงได้สร้างหอระฆังนี้ไว้ ในปี พ.ศ. 2503

หากใครต้องการมากราบสักการะพระธาตุเชิงชุมในงานประจำปีที่จัดให้มีการนมัสการพระธาตุเชิงชุมก็สามารถเดินทางมาได้  โดยการจัดงานนั้น เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 9 ค่ำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ (2) ของทุกปี (กำหนดตามจันทรคติ)

สำหรับคนที่อยู่กรุงเทพ ผมว่าจองเที่ยวบินบินตรงเลยก็ไม่เลวนะครับ จะเป็นแอร์เอเชียหรือนกแอร์ก็ว่ากันไป ถึงแล้วจะได้เก็บแรงไว้เที่ยว หลักๆผมจองตั๋วเครื่องบินนกแอร์ผ่านTraveloka ได้ส่วนลดค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว