KSR ทริป แว้นไปกับคู่หูจังหวัดที่ 1 : ตะลุยรอบเมืองพระนครศรีอยุธยา

ผ่านมานานเหลือเกินกว่าจะเริ่มเขียนเรื่องราวการตะลอนเที่ยวของตัวเองอย่างจริงจังได้ ทริปอินดี้ของผม ตามประสาคนไม่เหมือนใคร(ที่ไม่มีใครอยากเหมือน) สารภาพโดยดีว่าเป็นทริปเก่าตั้งแต่เดือนมีนาแล้วครับ(แต่เพิ่งจะมีอารมณ์เขียน) บิ๊วอารมณ์นานเหลือเกิน ทำเอาแฟนๆรอนานจนรากงอก(มีคนอ่านด้วยเหรอ?) ยังไงก็ต้องกราบขออภัยอย่างสูงนะครับ ที่ทำให้รอกันนานเกินไป จนหลายๆคนลืมไปแล้วว่ามีบล็อกนี้อยู่ในโลก ส่วนคนที่หลงเข้ามาเจอก็ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ แวะมาเยี่ยมกันบ่อยๆนะครับ ผมเหงา อยู่ด้วยกันไปนานๆ ว่าไปนั่น

เดินทางถึงอยุธยาตอนยังไม่สว่างเลย
เดินทางถึงอยุธยาตอนยังไม่สว่างเลย

ขอวกกลับเข้าเรื่องตะลอนเที่ยวของผมหน่อยดีกว่า เพ้อนานล่ะ ขอเล่าความเป็นมาเป็นไปซักนิดนึงเกี่ยวกับทริปตะลอนเที่ยวสุดอินดี้ของผม จริงๆผมก็ไม่คิดว่ามันอินดี้อะไรหรอกครับ ผมก็เที่ยวของผมแนวๆนี้อยู่แล้ว อยากไปผมก็ไปปุปปับ เก็บกระเป๋าแล้วไปเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปที่ไหน แค่นึกว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนซักที่ นึกขึ้นมาในหัวแล้วลุยเลย เป็นพวกเอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเที่ยวกับคนอื่น เน้นไปคนเดียวตลอด(จะบอกว่าไม่มีใครไปด้วยก็แลดูจะเศร้าไปหน่อย) จะได้ไม่ทำให้คนอื่นรอ และไม่ต้องรอคนอื่น ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่ายแหละ เหตุผลหลักสำหรับทริปนี้ จริงๆผมก็แค่อยากเอา KSR คู่หูผมกลับไปไว้บ้านที่ต่างจังหวัดครับ ก่อนจะอพยพไปเยอรมันนี(แต่ตอนนี้ยังไปไม่ได้เพราะยังติดงานกับบริษัทในสิงคโปร์อยู่ปีนึง หมดสัญญาจ้างก็คงว่ากันอีกที) บ้านเกิดผมอยู่อุบลราชธานี สุดเขตแดนสยาม(ทางทิศไหนก็ช่างมันเถอะ) ซึ่งก็คือปลายทางของทริปแก้วตาขาแว๊นของผมนั่นเอง เป้าหมายของผมคือต้องได้ดูพระอาทิตย์ตกสวยๆระหว่างทางซักที ผมไม่ได้วางแผนอะไรมากมายหรอก อาศัยถามคนพื้นที่เอา แค่นั้นเอง เห็นมั้ยล่ะว่าผมเป็นคนเรียบง่ายขนาดไหน ได้ทำตามเป้าหมาย แถมได้เที่ยวระหว่างทาง คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม ถึงมันจะเหนื่อยสุดๆไปเลยก็เถอะ แต่มันก็ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกครับ การเดินทางของผมเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก

สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา
สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา
สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา
สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา

เกี่ยวกับอยุธยา ผมรู้แค่ว่าเป็นเมืองหลวงเก่าของไทย มีวัดวาอารามเก่าแก่เยอะแค่นั้นเอง ไม่มีข้อมูลมากนัก เพราะผมเป็นพวกไม่ค่อยชอบหาข้อมูลอะไรมากมายเหมือนที่เคยบอกไว้ แต่พอเอาเข้าจริงๆผมเองก็อดตื่นเต้นไม่ได้เหมือนกัน ตื่นเช้าผิดปกติเลยหล่ะ ยังไม่ถึงตีสี่ด้วยซ้ำ เก็บกระเป๋าเสร็จสรรพ เช็คสภาพคู่หู ตรวจดูน้ำมันนิดหน่อย แล้วก็ออกจากบ้านเลย(บ้านผมอยู่ลาดพร้าวช่วงกลางๆ) มุ่งตรงขึ้นเหนืออย่างเดียวเลยงานนี้ แต่ก็ยากพอดู กว่าจะหลุดออกจากกรุงเทพได้ ขับผ่านดอนเมืองตอนยังมืดอยู่เลย ดีหน่อยที่รถยังไม่ค่อยเยอะ เลยแว้นง่ายหน่อย วิ่งตามป้ายบอกทางไปอยุธยายาวๆ แลดูรีบไปหน่อย ไปถึงอยุธยาตอนยังไม่สว่างด้วยซ้ำ ตีห้ากว่าๆ ไม่รู้จะไปไหน ผมก็ได้แต่แวะถ่ายรูปกับเจดีย์ใหญ่ๆกลางเมืองไปก่อน ไฟสวยดีเหมือนกัน เก็บภาพไปซักพักก็ไม่รู้จะทำอะไรดี กว่าจะสว่างก็คงต้องรออีกนานโขเลย ก็เลยขับรถตะลอนรอบเมืองฆ่าเวลา ขับไปทางสถานีรถไฟ แล้วก็หาของกินรองท้อง ก่อนจะถามพนักงานขายว่ามีที่ไหนดูพระอาทิตย์ขึ้นได้บ้าง ขอแบบสวยงามตามท้องเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเค้าบอกว่า เค้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แห้วเลยงานนี้ ก็เลยได้แต่ออกมานั่งโซ้ยบะหมี่หน้า 7-11 ข้างทางรถไฟ ช่างเป็นเช้าที่ดีอะไรอย่างนี้ เสร็จจากตรงนี้พระอาทิตย์ก็ยังไม่โผล่มาแฮะ งานนี้เลยตะลอนรอบเมืองเล่นๆ ไปพลางๆ เจอเจดีย์เก่าๆ สิ่งก่อสร้างเก่าๆ หลายๆอย่าง เจอร่องรอยอารยธรรมเก่าๆข้างทางเยอะพอดู ตื่นเต้นใหญ่เลยทีนี้ เดินแชะภาพสนุกสนานกันเลยทีเดียว สิ่งที่แปลกตาในอยุธยาคือ บ้านคนกับสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่พวกนี้อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว มีซากปรักหักพังของเจดีย์เก่าอยู่ใกล้ๆบ้านคนเต็มไปหมด แทรกอยู่ด้วยกันก็มี เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากสำหรับผม(ก็คนมันเพิ่งเคยเห็น) เรื่องเก็บภาพนี่ไม่ต้องพูดถึง เต็มที่ไปเลยทีเดียว นี่แค่จุดสตาร์ตนะครับ ยังไปไหนไม่ไกลเลย สุดยอดจริงๆจังหวัดนี้

ทางช้างเดิน พระนครศรีอยุธยา
ทางช้างเดิน พระนครศรีอยุธยา

ตะลอนไปซักพักก็ไปเจออุทยานประวัติศาสตร์เข้าให้ ที่นี่เจดีย์เก่า คูเมืองเก่า สิ่งก่อสร้างเก่าๆเยอะมาก สุดยอดเลยให้ตายเหอะ เต็มอิ่มมากมาย ทั้งเดินทั้งขับมอไซค์ตะลอนเก็บภาพไปทั่ว นั่งบนสะพานไม้ เก็บภาพรอบๆตัว ดูพระอาทิตย์ขึ้น เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ผมถือเป็นอีกเช้าที่ดีสุดๆในชีวิตเลยทีเดียว
วัด วัด แล้วก็วัด คือสิ่งที่มีอยู่เต็มไปหมดในอยุธยา เสน่ห์ของเค้าเลยหล่ะ สำหรับคนที่ชอบสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสร์ หรือวัดวาอาราม อยุธยาคือสวรรค์เลยแหละ ไม่ได้โม้ ออ อีกอย่างหนึ่งที่แปลกตาคือ ที่นี่มีทางสำหรับช้างเดินด้วยแหละ เป็นทางเฉพาะสำหรับช้างเลยครับ อยู่ข้างๆทางคนเดินอีกที อเมซิ่งอยุธยามาก ขับรถผ่านปางช้างก็ถึงคราวตะลุยวัดแหละครับ ประเดิมด้วยวัดพระราม(คนเดียวกันกับสามีนางสีดารึเปล่าไม่รู้) เก็บภาพสนุกเลยวัดนี้ มุมสวยๆเต็มไปหมด แต่เสียดายที่เป็นตอนกลางวัน คิดว่าตอนกลางคืนน่าจะสวยกว่า เพราะเค้าเปิดไฟสปอร์ตไลท์ส่องไปยังตัวเจดีย์ แสงคงสวยกว่าเยอะเลย ถ้ามีโอกาสผมต้องลองไปดูอีกซักครั้ง อยากเก็บภาพตอนกลางคืน แต่ที่เก็บมานี่ก็เยอะโขอยู่เหมือนกัน ถึงจะยังไม่ค่อยหนำใจก็เหอะ เสร็จจากวัดพระรามก็ตรงไปวัดมหาธาตุเลยครับ(จริงๆผ่านโดยบังเอิญ แว้นไปรอบๆเมืองเฉยๆ)

เศียรพระพุทธรูป พระนครศรีอยุธยา
เศียรพระพุทธรูป พระนครศรีอยุธยา

จริงๆผมไม่รู้จักชื่อวัดนี้หรอกครับ ผมเห็นแค่รูปเศียรพระที่มีรากไม้หุ้มในหนังสือกับเว็บไซต์ท่องเที่ยวแค่นั้นแหละ พอมาถึงอยุธยาผมค่อยหาข้อมูลท่องเที่ยวตอนที่ตะลอนรอบเมืองนี่หล่ะ สารภาพโดยดีว่าผมถามเจ้าหน้าที่ตรงอุทยานประวัติศาสตร์นั่นแหละ ว่าอยุธยามีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง เค้าก็เลยแนะนำผมให้ไปปางช้างแล้วก็วัดมหาธาตุ อีกที่นึงเค้าแนะนำให้ไปตลาดน้ำอโยธยา แต่มันอยู่คนละทางกับเป้าหมายที่ผมกำลังจะไป ผมก็เลยเอาไว้คราวหน้าดีกว่า คงต้องจัดอีกซักทริปสำหรับอยุธยาโดยเฉพาะแล้วหล่ะ อยากเห็นบรรยากาศอยุธยายามค่ำคืนซักทริป

สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา
สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา

สำหรับทริปอยุธยานี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เน้นขับรถกินลมชมวิว แล้วก็เที่ยวรอบเมืองไปเรื่อยๆตามประสาคนไม่มีแผนเหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้า แต่แค่นี้ผมก็เต็มอิ่มสุดๆแล้วนะครับ สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์เค้าเยอะมากจริงๆ เรียกว่าเก็บภาพกันเต็มอิ่มเลยทีเดียว คราวหน้าผมจะต้องกลับไปอีกแน่นอนครับ พร้อมกับใช้เวลาในอยุธยานี้ซักคืน ถึงตอนนั้นรับรองว่าผมจะต้องเก็บภาพบรรยากาศอยุธยาตอนกลางคืนมาฝากแน่นอนครับ สำหรับทริปนี้ผมก็มีเวลาในอยุธยาเพียงเท่านี้ หลังจากที่ผมต้องแว้นขึ้นเหนือไปอ่างทองต่อ อย่าลืมติดตามเป็นกำลังใจให้ผมนะครับ

ทริปแรกสุดอึดของผม 4 วัน 3 คืน สองเกลอตะลุยกาญจนบุรี

ทริปนี้ผมเองก็ไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับกาญจนบุรีมากเท่าไหร่ครับ แต่ใจมันบอกว่าอยากไป ฮ่าๆ ไม่ค่อยดีนะครับ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะไปเที่ยวที่ไหนเราก็ควรวางแผนกันดีๆก่อน จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน(ว่าไปนั่น) ผมไปกันตอนต้นเดือนธันวาคม 2015 ครับ จากที่ได้ยินมากาญจนบุรีนั้นมีสถานที่เที่ยวค่อนข้างเยอะ เกี่ยวกับพวกน้ำตก อุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ทางรถไฟสายมรณะ สุสานทหาร และสถานที่ระรึกเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมรู้ข้อมูลคล่าวๆแค่นี้จริงๆ แต่วิธีการเดินทางผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย คิดว่าไปด้วยรถไฟน่าจะสะดวกสุด ค้นหาข้อมูลแล้วผมต้องไปขึ้นรถไฟที่ฝั่งธน(สถานีกรุงเทพ) เพื่อไปกาญจนบุรี

แม่น้ำแคว กาญจนบุรี
แม่น้ำแคว กาญจนบุรี

แต่!!! พอผมมาดูแผนที่จากกรุงเทพไปกาญจนบุรีแล้วมันแค่ 100 กว่าโลเอง ผมคิดว่าผมขับรถจักรยานยนต์ไปเองน่าจะสะดวกกว่ามั้ย? ไปถึงจะได้ไม่ต้องหารถให้วุ่นวาย ผมขี้เกียจต่อรถด้วย(ผมเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความวุ่นวายในการหารถที่เชียงใหม่ ต้องต่อรถจี๊บแดง ไปท่าแพแล้วเดินหาร้านเช่ารถ ซึ่งผมคิดว่ามันเสียเวลามาก แถมหงุดหงิดอีกต่างหาก บวกกับตอนที่ผมเรียนนั้นบ้านผมกับมหาลัยที่เรียนนั้นห่างกันประมาณนี้เหมือนกัน เวลากลับบ้านทีผมก็ขับมอไซค์กลับชิลๆ) ผมกับเพื่อนก็เลยตกลงกันว่าเราขับรถมอไซค์ไปกันเองก็ได้ ใกล้แค่นี้เอง เหนื่อยก็แวะพักระหว่างทางได้ ไปกันเอง ซึ่งดันไปถูกใจคุณเพื่อนตัวดีเข้าเต็มๆ จะเรียกว่ามันก็เดี๋ยวมีคนหาว่าผมถ่อย เรียกฮีแทนละกันเนาะ บ้านฮีอยู่ไอร์แลนด์ มาตะลอนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้กรุงเทพเป็นฐานที่มั่น ปักหลักอยู่กรุงเทพแล้วบินตรงไปเมืองหลวงของแต่ละประเทศ จากนั้นค่อยแบ็คแพ็คอีกทีนึง ฮีเพิ่งกลับจากพม่าพอดี เผอิญว่างอยู่เกือบอาทิตย์ ก่อนจะไปแบ็คแพ็คลาวกับเวียดนามต่อ แล้วฮีบ่นอยากหนีจากกรุงเทพตามแบบฉบับนักท่องเที่ยวของฮีนั่นแหละ ทริปสุดผจญภัยของเราก็เลยบังเกิด เรียกได้ว่าทั้งเสี่ยงตายทั้งสนุกเลยหล่ะ

ทริปนี้ผมเดินทางกันยังไง

ทริปนี้ผมเริ่มออกจากบ้านที่ลาดพร้าวมุ่งไปเพชรเกษมเพื่อออกไปนครปฐมให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะผมดูข้อมูลเส้นทางจากอากู๋แล้วมันดูไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ เป็นถนนเส้นเดียวยาวๆเกือบถึงตัวเมืองกาญจนบุรีเลย ภารกิจหลักของเราก็เลยกลายเป็นหาวิธีไปนครปฐมให้ได้ก่อนเลย เพื่อความชัวร์ว่าเราจะไปถูกทาง แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ สกิลในการเดินทางของผมนั้นห่วยขั้นเทพ เซนส์ในการเลือกเส้นทางของผมนี่เป็นอ่ะไรที่แย่มาก จากประสบการณ์ที่ผ่านมา(ก่อนหน้านั้นผมเคยเช่ารถขับที่กระบี่และเชียงใหม่มาแล้ว บอกได้เลยว่าหลงทางเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว เอาไว้เดี๋ยวผมจะมาแชร์ประสบการในโอกาสหน้าก็แล้วกัน) กว่าจะหาทางไปเพชรเกษมได้ผมก็หลงอยู่ในกรุงเทพตั้งหลายรอบ ไปเลือกเลี้ยวผิดตรงวงเวียนใหญ่อยู่รอบนึง รอบสองถึงไปถูก จากนั้นวิ่งตรงอย่างเดียวตามเส้นเพชรเกษมทีเค้ากำลังทำรถไฟฟ้าอยู่พอดี วิ่งยาวๆกันเลยทีนี้ ไม่หลงแล้ว บางแค สายหนึ่ง สายสอง สายสาม บลา บลา บลา

พระปฐมเจดีย์ นครปฐม
พระปฐมเจดีย์ นครปฐม

ราวๆชั่วโมงกว่าๆก็ถึงนครปฐมครับ ระหว่างทางก็เห็นป้ายสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะไปหมด ใจก็อยากจะแวะ แต่ก็ต้องมั่นใจว่าจะถึงปลายทางก่อนมืดค่ำ เพราะว่าไม่ได้จองห้องพักอ่ะไรเลย กะไปหาเอาข้างหน้าอย่างเดียว โดยหลักๆผมจะใช้ agoda.com ในการค้นหาโรงแรม แล้วเข้าไปถามเลยว่ามีห้องว่างมั้ย(ซึ่งส่วนมากแล้วมักจะมีห้องว่าง และราคาก็เท่ากับที่เขียนไว้ในเว็บตอนลดราคาสุดๆนั่นแหละ อันนี้ก็เป็นทริคอย่างนึงในการหาห้องพักของพวกเรา ระหว่างทริปนี้) ถึงนครปฐมพวกเราไปเจองานเทศกาลฉลององค์พระปฐมเจดีย์พอดี ก็เลยพักเบรคกันที่นั่น แล้วเดินเที่ยวรอบๆ ถ่ายรูป หาของน้ำหาของกินกันราวๆชั่วโมงนึง เจดีย์ที่นี่ใหญ่จริงๆครับ อลังการงานสร้างมาก ตื่นตาตืนใจพวกเราจริงๆ พอกันเลยทั้งคนไทยทั้งฝรั่ง ฮ่าๆๆ

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ได้เวลาหาที่หลับที่นอนกันซะที ตอนแรกคุยกันว่าจะหาที่พักในเมืองนครปฐมซักคืนแล้วค่อยไปต่อ เพราะมันค่อนข้างเย็นมากแล้วเวลาตอนนั้นก็ราวๆหกโมง แต่พอตะลอนหาห้องพักแล้วมันดันไม่ถูกใจซะที บางที่ก็ราคาสูงเกินจริงไปหน่อย ก็เลยตกลงกันว่าไปเมืองกาญกันเลยดีกว่า เจอระหว่างทางค่อยพัก ซึ่งก็ถือว่าโอเคระดับนึง ได้โรงแรมในราคา 450 บาท ซึ่งถือว่ารับได้ทั้งสองฝ่าย ขับรถกันจนถึงเมืองกาญจริงๆ กว่าจะได้ห้องพัก ห้องพักหาไม่ยากครับ ขับรถตะลอนหาได้เลย แต่ระวังหน่อยตรงที่คนเมืองกาญขับรถน่ากลัวมาก ขับรถเร็ว ผมเองก็เกือบตายที่นี่แหละ หาจังหวะเลี้ยวแล้วรถฝ่าไฟแดงมา ผมตกใจจนแทบไปต่อไม่ได้ก็ทริปนี้หล่ะ แต่ก็ยังรอดมาได้ ปาฏิหาริย์จริงๆ ขอบคุณคุณยมทูติที่ยังไม่อยากเจอหน้าผม ฮ่าๆๆ

ทริปนี้ผมไปที่ไหนกันบ้าง

ประเดิมด้วยงานเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควก่อนเลยครับ วันที่ไปเป็นคืนสุดที่ที่มีการแสดงพอดีเลย เกือบพลาดแล้วเชียว หลังจากที่ขับมอไซค์ยาวๆจากกรุงเทพจนถึงเมืองกาญและได้ห้องพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง พอเก็บของเสร็จ อาบน้ำให้สบายตัว แล้วกะออกมาหาของกินกัน แล้วขับรถกันไปเรื่อยๆ แต่ไม่ยอมเลือกซักร้าน จนไปถึงจุดที่เค้ามีแสงไฟสว่างๆ และเสียงดังเหมือนพลุ(มารู้ทีหลังว่าเค้าโยนระเบิดลงน้ำ) ก็เลยขับตามไปดูว่าเค้ามีงานอะไร เผื่อจะหาของกินในงานได้บ้าง แล้วก็ดันแจ็คพ็อตเจองานนี้เข้าพอดี งานฉลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไม่รู้ชื่อทางการมันคืออะไรนะ แต่ผมเรียกแบบนี้เฉยๆ

River-Kwai-Bridge-night-time
งานเทศกาลฉลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว ธันวาคม 2015

สะพานข้ามแม่น้ำแคว(River kwai bridge)

สะพานข้ามแม่น้ำแควจากมุมอื่น
สะพานข้ามแม่น้ำแควจากมุมอื่น

อย่างที่บอก คืนแรกที่มาถึงกาญจนบุรีก็เจองานเทศกาลตรงสะพานแม่น้ำแควพอดี ก็เลยมีโอกาสได้เที่ยวกันตอนกลางคืนบริเวณจัดงานรอบๆสะพานข้ามแม่น้ำแควกัน เดินกันทั่วถึงเลยทีเดียว บรรยากาศดีมากครับ เหมือนได้เที่ยวงานวัดแบบใหญ่ๆ จนถึงใหญ่มาก งานนี้สองเกลอตะลุยงานประจำปีกันแบบเต็มอิ่มเลยครับ มีตั้งแต่งานแสดงแสงสีเสียง งานแสดงรถไฟสมัยเก่าๆ ร้านขายของเหมือนงานวัด ตลอดจนเครื่องเล่นสมัยใหม่ มีเรือไวกิ้งด้วยนะเออ ได้เสียวกันตลอดงานเลยทีเดียว งานแบบนี้จะมีเฉพาะช่วงงานประจำปีนี้ครับ ใครที่อยากไปเที่ยวชมงานก็ควรเช็ควันให้ดีก่อนไปเที่ยวนะครับ กันพลาดไว้เป็นดีที่สุด อย่าเอาอย่างพวกผมที่ไปกันแบบไม่ได้เช็คอ่ะไรเลย เดี๋ยวอดดูโชวสวยๆไม่รู้ด้วยนะเออ นอกจากการแสดงในช่วงกลางคืนที่สวยอลังการแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำแควในตอนกลางวันก็สวยน่าชมเหมือนกันนะครับ สวยแบบมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ซึ่งแน่นอนครับว่าผมก็ไม่พลาดที่จะแวะมาเก็บภาพในตอนกลางวันอีกรอบก่อนจะตะลอนหาที่พักสำหรับคืนถัดไป ก่อนที่จะวางแผนเที่ยวน้ำตกเอราวัณกันต่อ

น้ำตกเอราวัณ(Erawan national park)

น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี

น้ำตกนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตรครับ เท่าที่พวกผมรู้ พวกเราเลือกพักกันในเมืองเพราะขี้เกียจหาห้องพักใหม่ ขี้เกียจเก็บของ ก็เลยจองห้องไว้ 2 คืน แล้วอีกอย่างหนึ่งคือพวกเรากลัวว่าพอไปที่น้ำตกแล้วจะหาห้องพักลำบาก ก็เลยไม่เช็คเอาท์ออก เก็บของไว้ห้องเดิมนั่นแหละ แต่ก็เหมือนว่าพวกเราจะคิดผิด เพราะระหว่างทางที่ไปน้ำตกนั้นมีห้องพัก มีรีสอร์ทให้เลือกระหว่างทางเยอะเลยทีเดียว ไปกันคราวหน้าคงไม่ต้องกลัวแล้วหล่ะว่าจะหาห้องพักไม่ได้ ห้องพักมีเยอะซะจนเควิ่นแซวว่ามันมีเยอะกว่าในตัวเมืองอีก คราวหลังตรงมาน้ำตกเลยก็ได้ มีที่นอนแน่นอน ไม่ต้องกลัว

เส้นทางนี้นอกจากจะเป็นน้ำตกเอราวัณแล้วก็ยังมีเขื่อนศรีนครินทร์ที่อยู่ถัดกันขึ้นไปนิดหน่อยให้เราได้แวะชมวิวด้วยนะครับ พวกเราเลือกแวะเขื่อนก่อนแล้วค่อยลงมาเที่ยวน้ำตกกัน อยู่ไม่ไกลกันมาก ส่วนเรื่องรายละเอียดผมจะขอเล่าแยกเป็นทริปตะลุยน้ำตกเอราวัณอีกทีละกันนะครับ

วัดถ้ำเสือ(Tiger cave temple)

Buddha
Chedi

 

วัดนี้เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากครับ สำหรับพวกเรา ทั้งตัวผมเองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีวัดชื่อนี้ที่เมืองกาญด้วย ผมนึกว่ามันคือวัดเดียวกันกับที่กระบี่(ซึ่งผมเข้าใจผิด) ก็เลยไม่ได้วางแผนเที่ยวไว้ตั้งแต่แรก ถ้าคู่หูผมไม่บอกว่าจะไปดูวัดถ้ำเสือ ผมก็คงพลาดวัดนี้เหมือนกัน สำหรับวัดนี้ผมเล่าแยกไว้อีกบทความนึงนะครับ เพราะกลัวว่าบทความมันจะยาวเกินไป ยังไงก็ฝากติดตามอ่านกันได้ที่บทความ “ชวนเที่ยววัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี วัดสวยๆที่รวม 2 สไตล์เข้าด้วยกัน” นะครับ

ความประทับใจสำหรับทริปกาญจนบุรี

แม่น้ำแคว กาญจนบุรี
แม่น้ำแคว กาญจนบุรี

ทริปนี้สถานที่อาจจะน้อยนะครับ แต่เน้นความสนุกระหว่างทริปที่เราไม่ต้องเร่งรีบมากกว่า และเสียเวลาไปกับการเดินทางไปซะเยอะเลย เกือบครึ่งวันสำหรับการเดินทางไปแต่ละที่ บวกกับการศึกษาข้อมูลมาน้อยมากถึงมากที่สุด ทำให้เสียเวลาหาข้อมูลซะเยอะเลย เอาตรงๆก็คือไม่ได้หาข้อมูลอะไรเลยมากกว่า ส่วนใหญ่จะถามคนท้องถิ่นมากกว่าว่ามีอะไรน่าเที่ยวบ้าง มาเที่ยวเมืองกาญเค้าไปที่ไหนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ผมนี่แหละครับที่ต้องเป็นคนถาม เพราะถ้าปล่อยให้คู่หูอย่างเควิ่นเป็นคนถามคงไม่ต้องไปเที่ยวไหนกันพอดี เพราะฮียังใช้ภาษาไทยไม่ได้ ทริปนี้ผมก็เลยต้องพูดเยอะเป็นพิเศษ แต่ผมก็ดีใจที่มีเพื่อนเที่ยวนี่แหละครับ ไม่ต้องลุยคนเดียวเหมือนทริปก่อนๆ หลงทางก็หลงด้วยกัน(ถึงส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนพาเพื่อนหลงก็เหอะ ก็ผมเป็นคนขับ) หาที่พัก หาที่เที่ยวก็ช่วยกันหา อันนี้เป็นความประทับใจหลักๆของทริปนี้เลยครับ ถึงจะเหนื่อยกว่าทริปอื่นๆเพราะขับมอไซค์ระยะไกลไปหน่อยก็เถอะ