10 ความประทับใจในเมืองเล็กๆริมฝั่งโขง “เชียงคาน”

หายไปซะนานเลย ไม่ได้แวะมาเล่าเกี่ยวกับทริปท่องเที่ยวส่วนตัวซะนาน ผมกลับมาแล้วครับ จริงๆไม่ได้หายไปไหนหรอก ตะลอนเที่ยวอยู่แถวๆนี้แหละ หน้าหนาวเค้าไปเที่ยวไหนกัน คำตอบคงหนีไม่พ้นอพยพขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือกับภาคอีสานตอนบนของไทยเรานี่หล่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้แหวกแนวจากชาวบ้านเค้าเท่าไหร่ ตะลุยอีสานครับ ไปเลย ไปเลย ไปเลย ปลายทางผมอยู่ที่เชียงคานครับ

เมืองนี้ผมได้ยินชื่อและคุ้นหูมานานมากครับ แต่ยังไม่เคยไปเที่ยวกับเค้าซักที จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆนี่เอง เพิ่งมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับตัวเอง คุ้มค่ามากครับ กับการเดินทางครั้งนี้

1. อากาศเย็นสบาย

2.ทะเลหมอกบนภูทอก

3.ถนนคนเดินที่มีชีวิตชีวา

4.อาหารการกินที่หลากหลาย

5.ผู้คนที่เป็นมิตรและมาจากหลากหลายที่

6.สิ่งปลูกสร้างสวยงาม แปลกตา

7.วัดวาอารามเยอะ

8.แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติริมฝั่งโขง

อันนี้ผมหมายถึงแก่งต่างๆตามแม่น้ำโขงครับ เช่น แก่งคุดคู้ ซึ่งผมนั่งคุยกับคุณป้าเจ้าของห้องพักที่ผมเข้าพักในคืนแรกเค้าภูมิใจนำเสนอมาก แต่ผมดันไม่ได้ไปเก็บภาพซะงั้น ไม่ใช่ผมไม่ชอบนะครับ ผมชอบมากเลย แต่มันเหมาะกับหน้าร้อนมากกว่า ตัวผมเองเกิดมากับน้ำโขง บ้านผมอยู่อุบลราชธานี ซึ่งคุ้นเคยกับน้ำโขงเป็นอย่างดี ผมก็เลยไม่อินเท่าไหร่มั้ง เอาไว้คราวหน้าผมจะไปทำการบ้านมาใหม่ก็แล้วกัน แต่จากคำบอกเล่าของคนท้องที่ แล้วก็จากที่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆเอามาบอกเล่า ผมว่าไม่ควรพลาดนะ ถึงผมจะพลาดไปแล้วก็เถอะ

9.ทิวทัศน์และวัฒนธรรมริมฝั่งโขง

อันนี้ผมชอบมากครับ ภาษาเราๆที่เข้าใจง่ายก็คือ วิวสวยมาก สวยแบบเรียบง่ายครับ บรรยากาศตอนเช้าหมอกเยอะมาก เย็นสบาย เดินเล่นถนนชายโขง ดูวิธีชีวิตของคนท้องถิ่นที่เตรียมข้าวของ ตั้งร้าน เตรียมขายของ นักท่องเที่ยวที่ออกมาเดินเล่นชมวิว บรรยากาศฝั่งตรงข้ามของน้ำโขง เมืองนี้มีเสน่ห์อย่างนึงคือคุณจะได้ยินเพลงลูกทุ่งไทยที่เปิดจากหมู่บ้านในฝั่งลาวกระจายทั่วคุ้งน้ำเลยครับ จากที่ออกมาจากห้องแบบงัวเงีย ตาสว่างเลยผม เพราะไม่แน่ใจว่าเสียงเพลงมาจากไหน ผมไม่ใช่พวกละเอียดอ่อนนะ แต่ผมว่ามันน่ารักมาก อมยิ้มไม่หยุดเลย คนที่เดินสวนไปมาคงคิดว่าผมบ้า แต่ช่างมันครับ Because I’m happy  ก็คนมันมีความสุข ผมไม่แคร์

10. ตัวผมเอง?

อย่าเพิ่งโห่นะครับ ที่บอกว่าประทับใจในตัวผมเองก็เพราะความบ้าบอของผมที่คุยกับชาวบ้านเค้าไปทั่วแล้วได้ข้อมูลต่างๆมาบอกเล่าต่อนี่ไง ไม่น่าประทับใจเหรอ? ผมว่าน่าประทับใจออก ที่คนอย่างผมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เพราะการออกเดินทางท่องโลกของนกกระจิบตัวน้อยๆในวันนั้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวันนี้ นี่แหละครับความประทับใจในเชียงคานของผม ออกเดินทางครับ แล้วคุณจะพบกับความประทับใจที่ไม่รู้จบ เจอกันทริปหน้าครับ

ท่องเที่ยวกับการรถไฟในวันหยุด “หัวหิน – สวนสนประดิพัทธ์ “

หลายๆทริปส่วนใหญ่ผมมักจะลุยเดี่ยวมาตลอด แต่ทริปนี้เป็นทริปวันหยุดสุดสัปดาห์กับเพื่อนๆครับ ทริปแรกที่ผมลองเที่ยวกับการรถไฟดู นั่งรถไฟชิลๆไปเที่ยวทะเลกัน นานๆทีจะมีการเที่ยวแบบวางแผนกับเค้าซักที ไอ้แผนที่ว่านี่ก็คือจองตั๋วรถไฟนั่นแหละครับ นี่สุดๆแล้วนะสำหรับผม เพราะปกติจะไม่ได้เตรียมอะไรเลย เก็บกระเป๋าแล้วลุย ตามประสานกกระจิบอย่างผม พร้อมแล้วลุย no plan, no worry ถึงคนที่จองตั๋วจะเป็นเพื่อนๆผมก็เถอะ ไม่ได้จองเอง แต่ผมก็ถือว่ามีแผนนะ ผลที่ออกมาก็เลยทำให้ทริปตะลุยหัวหินของผมเป็นไปด้วยดี ราบรื่นสุดๆ

เริ่มต้นจากตรงไหน?

อย่างที่เกริ่นไว้ครับว่าทริปนี้พวกเราวางแผนซื้อตั๋วไว้เรียบร้อยแล้ว ที่พวกเราต้องทำก็แค่หอบสังขารไปขึ้นรถไฟให้ถูกขบวนครับ ซึ่งขบวนที่ผมต้องขึ้นก็คือขบวนรถไฟนำเที่ยวที่มุ่งลงใต้โดยออกจากสถานีที่หัวลำโพง หลายๆคนในกลุ่มขึ้นที่นั่นครับ แต่ผมขึ้นที่บางซื่อ เพราะมันใกล้บ้านผม สะดวกกว่าเห็นๆ ทริปนี้เป็นทริปที่ผมต้องตื่นเช้ามากเลยทีเดียว ตีห้ากว่าๆผมต้องลุกล่ะ โอย… อารมณ์ขี้เกียจมาเต็ม ก็วันหยุดทั้งทีนี่นา วันอาทิตย์อันแสนสบาย ไม่ต้องไปทำงาน ของีบต่ออีกซักหน่อยก็ยังดี

แต่ไม่ได้ครับ ขืนงีบต่อไปก็อดเที่ยวสิ่ อุส่าห์จะได้ไปทะเลกันทั้งที แถมเป็นหัวหินด้วยนะ หัวหิน!! ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดที่ยังไม่เคยไปซะด้วย พลาดได้ไง ยอมไม่ได้ครับ โอกาสที่จะได้เที่ยวเพิ่มอีกตั้งหนึ่งจังหวัด งานนี้พลาดยากครับ ก็เลยต้องตั้งนาฬิกาปลุกกันตั้งแต่ไก่โห่เลยทีเดียว พร้อมกับสะสางตัวเองให้ไว เสร็จแล้วไปเลยครัช สถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ รถไฟไทยไม่เคยตรงเวลา สายตลอด ไอ้เราก็รีบแทบแย่ ดันต้องไปรอตั้งเกือบชั่วโมง โอย… คุณพระ!! ออกสายซะงั้น เริ่มต้นก็หนักใจล่ะ เอากับเค้าสิ่ แต่ก็ปล่อยผ่านครับ จะไปเที่ยวๆ ท่องไว้ ต้องทำอารมณ์ดีๆ ทำจิตใจให้เบิกบานเข้าไว้

สถานีรถไฟนครปฐม แวะไหว้พระที่พระปฐมเจดีย์
สถานีรถไฟนครปฐม แวะไหว้พระที่พระปฐมเจดีย์

เดินทางกันยังไง?

พูดถึงการเดินทางกันหน่อยดีกว่า ตามหัวข้อก็คือท่องเที่ยวกับการรถไฟครับ เพราะฉะนั้น ทริปนี้อยู่บนรถไฟตลอดเส้นทางครับ แค่ระวังอย่าให้ตกรถเป็นพอ รถไฟก็ผ่านเส้นทางหลักอย่างนครปฐม แล้วก็ราชบุรี เพชรบุรี แล้วก็ปลายทางของเรา ประจวบคีรีขันธ์ นั่งกันยาวๆเลยทีเดียว หลับบ้างตื่นขึ้นมากินบ้าง สลับกันไป งานนี้นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นกินครับ เฮฮากันตลอดเส้นทาง ออ! ลืมบอกไปว่าพวกเราไปกัน 6 คน 2 หนุ่ม กับ 4 สาว ซึ่งในกลุ่มมีคนถือกล้อง 2 คน งานนี้ผมเลยไม่ต้องห่วงเรื่องเก็บภาพ ตะลอนเที่ยวได้เต็มที่สิ่ครับ มีคนเก็บภาพให้แล้ว งานนี้ทริปสวนสนก็เลยเตร็ดเตร่ได้เต็มที่

อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน
อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน

เที่ยวที่ไหนกันบ้าง?

เที่ยวหัวหินคราวนี้พวกเราเลือกสวนสนประดิพัทธ์ครับ ตามโปรแกรมที่ทางการรถไฟเค้าเตรียมไว้ให้คือพวกเราต้องเลือก 1 ที่ว่าจะลงเที่ยวตรงไหน มีหัวหินที่นึง สวนสนประดิพัทธ์ที่เราลงไปตะลุยหาดกันคือปลายทางของรถไฟขบวนนี้ครับ รวมที่เที่ยวที่พวกเราไปกันก็เลยมีแค่สวนสนประดิพัทธ์นี้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดครับ เค้ายังจอดให้พวกเราแวะไหว้พระที่พระปฐมเจดีย์ที่สถานีนครปฐมด้วยครับ เป็นหนึ่งจุดที่ต้องผ่านเวลานั่งรถไฟลงใต้และไปตะวันตกอย่างกาญจนบุรี แต่ก็ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกครับ ผมแอบนั่งรถสองแถวหน้าสวนไปเที่ยวอุทยานราชภักดิ์ที่อยู่ถัดไปด้วย เก็บภาพกันมันเลยทีเดียว(ผมไปคนเดียว เพื่อนๆนั่งริมหาดกัน)

อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน
อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน

ที่อุทยานราชภักดิ์จะมีลานจอดรถที่กว้างมากครับ และก็มีแดดที่ร้อนแรงมาก ใครไม่ชอบแนะนำให้พกร่มไปด้วย แต่ดีที่ผมชอบอาบแดดอยู่แล้ว ก็เลยไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ ลุยได้สบายเลยงานนี้ แต่ควรจะแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยนิดนึงนะครับ อย่างผมเนี่ย ขึ้นจากทะเลมาด้วยกางเกงขาสั้น พอมาถึงหน้าทางเข้าเจ้าหน้าที่เค้าก็เลยให้เปลี่ยนเป็นกางเกงขายาวแทน อดถ่ายรูปสวยๆเลย รู้งี้พกยีนส์ไปด้วยซักตัวก็ดี แต่ไม่เป็นไรครับ เก็บภาพรอบๆก็พอ แค่นี้ก็เต็มอิ่มแล้ว ขอให้ได้เที่ยวเป็นพอ ไม่คิดอะไรมาก รอบหลังเอาใหม่

สวนสนประดิพัทธ์ หัวหิน - Suan Son Pradiphat Railway Halt Huahin
สวนสนประดิพัทธ์ หัวหิน – Suan Son Pradiphat Railway Halt Huahin

ความประทับใจเกี่ยวกับสวนสนประดิพัทธ์?

โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบทะเลอยู่แล้ว ชอบชายหาด ความประทับใจก็เลยยังคงหนีไม่พ้นเรื่องทะเล ได้พักผ่อนกับเพื่อนๆหลังจากทำงานมาทั้งสัปดาห์เป็นอะไรที่สุดยอดมาก นานๆทีจะได้ใช้เวลาร่วมกัน ผมว่ามนุษย์เงินเดือนหลายๆคนก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน ได้ใช้เวลาในวันพักผ่อนไปกับชายหาดและทะเลสวยๆ แค่นี้ก็ฟินแล้วครับ

สวนสนประดิพัทธ์ หัวหิน - Suan Son Pradiphat Railway Halt Huahin
สวนสนประดิพัทธ์ หัวหิน – Suan Son Pradiphat Railway Halt Huahin

สิ่งที่ผมชอบอย่างนึงคือทะเลที่นี่คนไม่เยอะมากครับ ก่อนไปคิดว่าคนต้องเยอะแน่เลย คงแออัดน่าดู แต่เอาเข้าจริงๆคือคนบางตา สบายๆ ไม่แออัดอย่างที่คิด อากาศก็ร้อนชื้นตามประสาทะเลแหละ แล้วแต่คนชอบ ส่วนตัวผมนั้นชอบมากอยู่แล้วหล่ะ ถึงมันจะเหนียวตัวไปหน่อยก็เถอะ ได้อาบแดดแล้วจิบอะไรเย็นๆ ชิลๆกับเพื่อนๆ แค่นี้ก็สุขใจแล้วครับ

สวนสนประดิพัทธ์ หัวหิน - Suan Son Pradiphat Railway Halt Huahin
สวนสนประดิพัทธ์ หัวหิน – Suan Son Pradiphat Railway Halt Huahin

จบแล้วครับสำหรับทริปวันหยุดสั้นๆของผมในการลองเที่ยวกับการรถไฟครั้งแรก สนุกใช้ได้เลยหล่ะ ถึงจะช้าตอนนออกจากสถานีไปหน่อยก็เถอะ ปล่อยวางครับ แล้วจะมีความสุขกับการท่องเที่ยววันหยุด เจอกันใหม่ทริปหน้าครับ

ลอยโคมเชียงใหม่ เมื่อคนแปลกหน้าจากหลายที่ทั่วโลกมาเจอกัน

ครั้งแรกคือความประทับใจ ครั้งถัดไปคือความทรงจำ

เคยมั้ยที่รู้สึกรักผู้คนโดยไม่มีเงื่อนไข เคยมั้ยที่รู้สึกดีใจจนน้ำตาไหลที่ได้มีโอกาสทำอะไรซักอย่าง เคยมั้ยที่รู้สึกขอบคุณคนแปลกหน้าจนล้นใจ แม้จะร่วมใช้เวลาด้วยกันแค่สั้นๆในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต คำถามเหล่านี้คือความรู้สึกของผมที่มีต่อทริปนี้ครับ “เทศกาลลอยโคม ณ เชียงใหม่” หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือเทศกาลลอยกระทงของไทยเรานั่นเอง แต่ที่เชียงใหม่จะมีเทศกาลลอยโคมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกครับ เพราะเป็นภาพบรรยากาศที่สวยงามมากจริงๆ เป็นเทศกาลที่สวยสุดๆสำหรับผมเลยก็ว่าได้ ที่ผ่านมาเคยเห็นแค่เทศกาลลอยกระทงทั่วไป ได้ลอยกับเค้าบ้างเป็นบางครั้ง ตามความสะดวก ณ เวลานั้นๆ แต่ครั้งนี้ต่างออกไปครับ ผมตั้งใจไปเที่ยวงานเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ผมอยากเห็นด้วยตาของตัวเอง อยากสัมผัสบรรยากาศ อย่างจดจำภาพเหล่านั้นด้วยตัวเอง นั่นคือความตั้งใจของผม ก่อนหน้านี้ผมเคยแชร์ประสบการณ์การเที่ยวงานเทศกาลประจำปีของกาญจนบุรีไว้ด้วย แต่มันเป็นการผ่านไปโดยบังเอิญครับ คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่าสิ่งที่ผมเจอจริงๆนั้นเป็นยังไงบ้าง จากทริปนี้ของผม

Let go to see the lantern festival
ไปเที่ยวงานลอยโคม เชียงใหม่กันดีกว่า

นี่คือทริปแรกที่ตั้งใจไปเที่ยวงานเทศกาล!

อย่างที่เกริ่นไว้ครับ ทริปนี้เป็นงานเทศกาลแรกของผมที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องไปเที่ยวซักครั้งในชีวิต ซึ่งก็คุ้มค่าสุดๆจริงๆครับ เป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืมจริงๆ ถึงผมจะพลาดจุดที่เค้ามีงานลอยโคมที่สวยที่สุดก็เถอะ ซึ่งก็คือที่แม่โจ้ครับ ที่ผมพลาดเพราะมันต้องมีการจองออนไลน์ล่วงหน้าก่อน ซึ่งใครที่ไม่อยากพลาดผมแนะนำให้หาข้อมูลแล้วจัดการจองออนไลน์ไว้ก่อนนะครับ พอไปเที่ยวจริงจะได้เจอกับโคมไฟเต็มท้องฟ้าเหมือนในวิดิโอ ในเว็บ ในสื่อต่างๆที่เราเห็นกัน จริงๆมีไม่กี่คนหรอกครับที่พลาด เพื่อนๆที่เที่ยวด้วยกันในทริปนี้เค้าหาข้อมูลมาอย่างดีมาก คนที่เค้าได้ไปที่แม่โจ้ก็ได้ภาพสวยๆมาอวดเพื่อนๆในกลุ่มกันไปตามระเบียบ ส่วนพวกที่ไม่ได้จองก็เที่ยวในเมืองเชียงใหม่แทนครับ แม่น้ำปิง สะพานเหล็กก็สวยไม่แพ้กันนะเออ โดยเฉพาะกับการได้เดินเที่ยวกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ชั่วโมง(มันใช่เหรอ)

Loy Krathong Chiang Mai
เที่ยวเทศกาลลอยกระทง เชียงใหม่

จริงๆตัวผมเองยังไม่เคยตั้งใจไปเที่ยวตามเทศกาลต่างๆ ถึงกับเจาะจงวันเวลาขนาดนี้เลยซักครั้งหรอกครับ มันเป็นความตั้งใจสุดๆแล้วหล่ะ สำหรับทริปงานลอยโคมครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นงานที่ต้องไปซักครั้งในชีวิตจริงๆ ดูยิ่งใหญ่ดีมั้ยล่ะ ซึ่งจริงๆผมก็รู้สึกแบบนั้นนะ ถึงจะเหนื่อยไปหน่อยก็เถอะ เพราะผมดันเลือกเดินทางด้วยรถไฟที่ต้องใช้เวลาเดินทางทั้งคืนกว่าจะถึง นั่งหลังขดหลังแข็งกันไปตามระเบียบ แต่ก็สนุกดีครับ ได้เจอเพื่อนร่วมทาง ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน นี่แหละครับเสน่ห์ของการเดินทางด้วยรถไฟที่ผมติดใจ แต่เลือกเฉพาะแค่บางทริปนะครับ ถ้าสังขารไม่ไหวผมก็เลือกอย่างอื่นที่สบายกว่าแทน ผมก็ไม่ได้ถึกอ่ะไรขนาดนั้น ออ เผื่อใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางไปเชียงใหม่ผมก็เขียนไว้บนเว็บแล้วนะครับ คลิกตามได้เลย

ทริปนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?

ทริปนี้ต้องขอบคุณเว็บไซต์ couchsurfing.com ที่ใช้เป็นสื่อกลางและสาวไทยคนนึงครับ ที่ช่วยเป็นคนกลางจัดการติดต่อพวกเราเหล่าคนแปลกหน้าเข้าด้วยกัน ใช่ครับ couchsurfing.com คือเว็บหาที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวและคนทั่วไปนั่นแหละ เว็บเดียวกัน พวกเราใช้งานในส่วนของ Event เพื่อสร้างหัวข้อและก็เข้าร่วมงาน โดยตั้งหัวข้อเกี่ยวกับการเที่ยวงานลอยโคมที่เชียงใหม่ แล้วคนที่ใช้งานเว็บไซต์ก็เข้าร่วม Event ที่ถูกสร้างขึ้น เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากมายเลยสำหรับการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใช้กันครับ ซึ่งตัวผมเองก็ใช้ด้วยเหมือนกัน ผมจะเน้นเข้าร่วมเฉพาะ Event มากกว่า ยังไม่เคยหาที่นอน หรือขอพักค้างคืนบ้านใครเลย ถ้ามีโอกาสคงได้ลองกะเค้ามั่ง เอาเป็นว่าทริปนี้ต้องขอบคุณเว็บไซต์นี้จริงๆครับ เป็นสื่อกลางที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือคนที่ช่วยเป็น Organizer ให้พวกเราเหล่าคนแปลกหน้าทั้งหลาย ยอมรับเลยว่าน้องเค้าสุดยอดมาก ไม่งั้นคงวุ่นวายน่าดู ไม่ต่างจากจับปูใส่กระด้งหรอก ซึ่งจริงๆมันก็วุ่นวายแหละครับ ก็คน 40 กว่าคนมารวมกลุ่มเที่ยวด้วยกัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ละคนก็มาจากต่างที่ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ไม่วุ่นวายก็คงแปลกสุดๆไปเลยหล่ะ แต่พวกเราก็สนุกไปกับทริปนี้สุดๆครับ งานลอยโคมทริปนี้ไม่มีกร่อย แถมกลายเป็นความทรงจำที่สุดยอดไปเลย ออ เกือบลืมไป พวกเราใช้ WhatsApp ในการติดต่อเป็นหลักนะครับ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมรู้ว่าในกลุ่มพวกเราที่เที่ยวด้วยกันมีกัน 40 กว่าคน อย่าถามนะว่าจำได้ทั้งหมดมั้ย จำชื่อกันได้ไม่หมดหรอกครับ แต่จำหน้ากันได้(สำหรับคนที่ได้คุยกัน เพราะหลายๆคนก็แยกย้ายไปเที่ยวตามความต้องการของเค้า ซึ่งเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ใครอยากไปไหนก็ไป ใครอยากแจมก็แจม)

lek-bridge-chiang-mai
สะพานเหล็ก เชียงใหม่
lek-bridge-chiang-mai
สะพานเหล็ก เชียงใหม่

แต่ละคนเจอกันได้ยังไง? มาจากที่ไหนกันบ้าง?

ทริปนี้หลากหลายมากครับ สำหรับงานลอยโคมที่เชียงใหม่นี้ โอเคว่าหลายๆคนรู้จักเทศกาลลอยกระทงครับ แต่ในทริปนี้พวกเราแทบจะไม่มีใครพูดถึงเลย เพราะพวกเรารู้จักเทศกาลลอยโคมมากกว่า และพวกเราส่วนใหญ่มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ(รึเปล่านะ) บางทีผมเองก็ละอายใจนะ ที่สาวโบลิเวียรู้ว่าต้องจองตั๋วออนไลน์สำหรับเข้างานที่แม่โจ้ แต่ตัวผมเป็นคนไทยแท้ๆแต่กลับไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับงานเลย แค่ไปถึงก็ช้ากว่าเพื่อนแล้ว ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเค้าอีก จริงๆก็สำนึกอยู่แหละ แค่ไม่แสดงออกเฉยๆ เก็บไว้ในใจก็พอ เอาเป็นว่ามาเล่าเกี่ยวกับเหล่าคนแปลกหน้าที่มาตะลอนเที่ยวงานลอยโคมด้วยกันดีกว่า

lantern-festival-chiang-mai
เทศกาลลอยโคม เชียงใหม่

คนที่เที่ยวด้วยกันก็มาจากหลากหลายสถานที่ หลากหลายช่วงเวลานะครับ(หมายถึงบางคนอาจจะอยู่มาอาทิตย์นึง บางคนสองสามวัน บางคนเพิ่งมาถึง อะไรแบบนั้น) เรียกว่ามีทั้งคนที่อยู่เชียงใหม่มาซักพัก เพิ่งมาถึง และกำลังเดินทางมาถึง มีหลายกลุ่มเลยครับ เรียกว่าทยอยกันมาน่าจะตรงกว่า คนแรกที่ผมจำได้คือราเชลครับ สาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพ สาวเฟี้ยวที่ตะลุยเที่ยวไปทั่ว ส่วนคนที่จำแม่นเลยคือ Organizer สุดแกร่งของเรา คุณปราณี อันนี้จำแม่น สาวออฟฟีสทั่วไปที่ชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน อันนี้เจอกันที่เชียงใหม่ครับ มีกลุ่มสามสาวจากฝรั่งเศส อันนี้ผมจำชื่อไม่ได้ แครี่ สาวแกร่งจากเยอรมนี กับนิค หนุ่มแคนาดา อันนี้จำได้เพราะเราเที่ยวต่อด้วยกันหลังจากจบงานเทศกาลลอยโคมครับ วีโต้ อีกหนึ่งหนุ่มนักท่องเที่ยวจากฝรั่งเศส เบิร์ทกับเบรช คู่รักจากเบลเยี่ยมที่ตะลอนเที่ยวรอบโลก(Birthe & Brecht ชื่ออ่านยากมาก เค้าบอกหลายรอบล่ะแต่ผมก็ออกเสียงไม่ถูกซักที) แวน หนุ่มสวิสสุดเป็นมิตรคนนึง เฮฮามากๆ พ่อหนุ่มคนนี้ อีกคนคือแพททริค แล้วก็ซาช่า หนุ่มดัช สาวโบลิเวียชื่อนาตาลี กับฮวนคารอส หนุ่มจากเปรู อันนี้จำแม่น เพราะเจอกันยาวๆที่เชียงใหม่และกรุงเทพอีก ส่วนหลายๆคนผมก็จำชื่อได้บ้าง จำหน้าได้บ้างแต่ลืมชื่อ ปนๆกันไปเยอะเลย อันนี้ต้องขออภัยพวกเค้าที่ยังคงเป็นเพื่อนกันในโซเชียลอย่าง Facebook แต่ดันลืมชื่อกันซะงั้น เวลาจะทักใครแต่ผมจำชื่อไม่ได้ผมก็จะ Hey bro! แล้วก็คุยกัน บลา บลา บลา เนียนๆเข้าไว้ เป็นไงล่ะทักษะการเอาตัวรอดของผม ไม่ดีนะครับ อย่าเลียนแบบจะดีกว่า เดี๋ยวเพื่อนที่อุส่าร่วมทริปลุยๆด้วยกันเค้าจะเสียใจเอา แล้วท่านผู้อ่านมีใครเคยมีประสบการณ์แบบผมรึเปล่าเอ่ย ถ้ามีก็เล่าให้ผมฟังในกล่องคอมเม้นต์ด้านล่างได้นะครับ รออ่านอยู่ หวังลึกๆว่าคงไม่ได้มีผมคนเดียวที่ทำแบบนั้น

chiang-mai-trips
เที่ยวงานลอยกระทงและลอยโคม เชียงใหม่

งานเทศกาลจบแต่ทริปยังไม่จบ?

สองคืนครับ สำหรับงานเทศกาลลอยโคมที่เชียงใหม่ในทริปที่พวกผมไปเที่ยวกัน ได้เดินเที่ยวแถวสะพานเหล็ก ได้ลองลอยโคมกันจนสะใจ นั่งพักตามบาร์แถวนั้น ดูเค้าต่อยมวยโชว์ ซัดแสงโสมกันคนละอึกสองอึก โยกกันที่ร้านเหล้าประจำถิ่นอย่าง ZOE พวกเราเต็มที่กับการท่องเที่ยวเสมอครับ เอาให้คุ้ม เช้าวันใหม่หลายๆคนก็แยกย้ายกันไป ส่วนใหญ่มุ่งสู่กรุงเทพครับ แต่จำนวนไม่น้อยก็มุ่งหน้าไปทางปายต่อ ปลายทางของพวกเรานั้นหลากหลายกันจริงๆ กลุ่มที่ไปปายเค้าจะมุ่งหน้าไปออกเวียดนามครับ ทริปยาวๆของพวกเค้าหล่ะ ผมนี่อิจฉาหนักมาก อยากไปแต่ตังไม่พร้อม หัวเราะทั้งน้ำตา กลุ่มที่มุ่งหน้าลงกรุงเทพก่อนเค้าก็มีจุดหมายที่ภูเก็ตต่อครับ จากนั้นก็ลงใต้ยาวๆจนถึงแดนกีวี่ เรียกได้ว่าตะลุยโลกของแท้จริงๆ ปล่อยเค้าไปครับ ส่วนตัวผมเอาไว้ตังพร้อมก่อนค่อยว่ากัน เที่ยวตามประสานกกระจิบตัวน้อยๆ ปักหลักต่อครับ เชียงใหม่

zoe-in-yellow
ZOE in Yellow, Chiang Mai

อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้าครับ ในกลุ่มพวกเราก็ยังมีหลายคนที่ปักหลักต่อที่เชียงใหม่ วันถัดมาก็เลยนัดกันลุยเชียงใหม่ต่อครับ ซึ่งพวกผมก็เหลือกันไม่กี่คนเอง เพราะหลายๆคนบอกอยากพักเอาแรง วันนั้นผมก็เลยลุยกัน 3 คน นิคกับแครี่ สาวเยอรมันขาลุย พวกเราเช่าฟีโน่ 2 คันครับ เป้าหมายไม่ได้นัดกันมาก่อนเลย โจทย์ยากสุดในสามโลก “ที่ไหนก็ได้” ไม่ใช่แค่คนไทยหรอกครับที่เจอโจทย์นี้ ฝรั่งก็เจอ คือไม่รู้จะไปไหนแต่อยากไปเที่ยวเฉยๆ ไหนๆก็มาแล้ว ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาครับ คนท้องถิ่นเค้าแน่นำดีมาก พวกเราเลยได้ข้อสรุปว่าจะไปแกรนด์แคนย่อนกัน ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันเป็นยังไง ไม่เคยรู้จักมาก่อน จนไปถึงโน่นหล่ะผมถึงรู้ว่ามันคือสระน้ำขนาดใหญ่มาก ว่ายกันให้ฉ่ำปอดกันเลยทีเดียว ปัญหาไม่ใช่ปลายทางครับ ปัญหาจริงๆคือ “ระหว่างทาง” เพราะผมหลงทางง่ายมาก เป็นพวกไม่มีเซนส์เรื่องนี้เอาซะเลย ขับวนในเมืองจนเหนื่อย กว่าจะหาทางไปแกรนด์แคนย่อนเจอ หางดงครับ เป้าหมายที่พวกเราจะไปกัน ระหว่างทางมีกันแวะพักนั่งคุยกันก่อนด้วยนะเออ(เหนื่อยจนโมโห) แน่นอนครับสุดท้ายแล้วเราไปถึงปลายทางจนได้ ซึ่งเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ผมแก้ผ้าวิ่งลงน้ำเลย โดดน้ำเย็นๆแล้วความเหนื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันก็ไม่ต่างครับ ลงเล่นน้ำก่อนเลย จะต่างก็แค่แครี่ที่เค้าเดินเก็บภาพก่อนค่อยตามลงไป กล้องคุณเธอพร้อมมาก สาวแกร่งประจำกลุ่มของพวกเรา สวย ดุ และลุย อันนี้แหละครับ สาวเยอรมันของแท้

grand-canyon-chiang-mai
แกรนด์แคนย่อน เชียงใหม่

แกรนด์แคนย่อนยังไม่จบครับ ที่นี่ผมยังได้เพื่อนใหม่อีกหลายคน เรื่องมันมีอยู่ว่าผมเดินไปสั่งเบียร์ขวดนึงแล้วยืนดูเค้าทำไก่อบโอ่งแล้วดันเกิดอยากกินขึ้นมา แต่ปัญหาคือมันตัวใหญ่มาก ผมคิดว่ายังไงก็กินไม่หมดแน่นอน ถึงจะแค่ครึ่งตัวก็เหอะ ผมก็เลยหันไปถามฝาหรั่งข้างๆ(ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน)ว่า เฮ้ยมึง ไก่มันน่ากินว่ะ แต่ตรูกินคนเดียวไม่หมดแน่นอน กินด้วยกันมั้ย ยูไม่ต้องจ่ายหรอก นั่งกินเป็นเพื่อนกันเฉยๆ ไม่อยากทิ้ง ฮีก็บอกโอเค ไม่มีปัญหา หารกันๆ อยากกินอยู่เหมือนกัน แล้วพวกเราก็ได้ไก่กลับไปนั่งกินที่โต๊ะ(ของไอ้คนที่เพิ่งเจอ) นั่งคุยกันไปตามประสา รู้คล่าวๆว่ามาจากฝรั่งเศส ทำงานอยู่กรุงเทพ มาเชียงใหม่กับเพื่อนๆที่ทำงานด้วยกัน ซักพักเพื่อนๆเค้า 3 คนก็กลับมาจากเล่นน้ำหนุ่มฝรั่งเศส เกาหลี แล้วก็ญี่ปุ่นคนนึง(โกกิซัง ซึ่งเค้าเป็นคนถ่ายรูปที่ผมโดดน้ำจากจุดสูงๆให้เพราะฮีถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก) คุยกันไปตามประสา เฮฮากันไปเรื่อยเปื่อย ซักพักเพื่อนๆผมก็กลับมา ก็แนะนำกันไปตามประสานักท่องเที่ยวแหละครับ เข้ากันได้ไวมาก อย่างไม่น่าเชื่อ ขนาดแครี่ที่ผมคิดว่าเค้าดูดุๆ ถือตัวตามสไตล์คนเยอรมัน เอาเข้าจริงเค้าเข้ากับคนอื่นๆได้ดีมาก ถึงจะเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันก็เถอะ ก็เลยทำให้ทริปนี้ของพวกเราสนุกขึ้นไปอีก

grand-canyon-chiang mai
กระโดดน้ำที่แกรนด์แคนย่อน เชียงใหม่ ถ่ายโดยโกกิซัง

ความประทับใจสำหรับทริปนี้?

มาบอกเล่าความประทับใจกันหน่อยดีกว่า สำหรับการตะลุยเชียงใหม่เพื่องานลอยโคมของผมทริปนี้ หลายอย่างเลยครับ เล่าได้ไม่รู้จบเลยจริงๆ แต่เอาเป็นเรื่องหลักๆละกัน จะพยายามไม่ให้ตกหล่น สรุปก็ประทับใจทุกเรื่องครับ จบ(วิ่งหลบตรีนแปป)

โอเค เอาใหม่ๆ จริงจังๆ สิ่งที่ประทับใจอย่างแรกเลยคือความเป็นมิตรของเพื่อนๆทุกคนที่มาร่วมทริปด้วยกันครับ ทุกคนเปิดกว้างมาก อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าทุกคนมาจากหลากหลายที่ทั่วโลก พวกเราแตกต่างหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะวัฒนธรรมและประสบการณ์การใช้ชีวิต แต่ทริปนี้ทุกคนใจดีสุดๆไปเลย มีความเป็นมิตรสูงมาก พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยเหลือกัน แบ่งปันข้อมูลกัน วางแผนเที่ยวด้วยกัน มีอิสระกันเต็มที่ เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากครับสำหรับผม ทุกคนมีความต้องการของตัวเอง มีที่เที่ยวที่อยากไป ใครสนใจอยากไปไหนก็แจม เป็นสไตล์การท่องเที่ยวที่ตรงกับผมที่สุดแล้ว อันนี้เป็นความประทับใจหลักๆครับ ส่วนสิ่งที่ประทับใจอีกอย่างคือคนที่ช่วยเป็น Organizer ให้พวกเรา อันนี้สุดยอดมากครับ เป็นคนที่เสียสละจริงๆ ชื่นชมจากใจจริงๆ ส่วนสำหรับเพื่อนๆคนอื่นๆนั้นแน่นอนครับว่ามีความประทับในแต่ละคนอยู่แล้ว หลายๆคนน่ารักมาก ทำให้ทริปท่องเที่ยวของพวกเราเป็นอะไรที่สุดยอด รู้สึกรักผู้คนพวกนี้จริงๆเลยให้ตายสิ่

เอาเป็นว่าทริปนี้ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้แล้วกัน ไว้ทริปหน้าจะมาเล่าใหม่ เจอกันครับ ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่าน

ชวนเที่ยววัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี วัดสวยๆที่รวม 2 สไตล์เข้าด้วยกัน

ต่อเนื่องจากทริปกาญจนบุรีครับผม วันที่ 4 ของการตะลอนเที่ยวเมืองกาญ หลังจากเมื่อวานเราไปตะลอนเที่ยวน้ำตกเอราวัณกับเขื่อนศรีนครินทร์กันมา ทริปวันสุดท้ายก่อนจะลาเมืองนี้กลับกรุงเทพฯกัน แผนการเที่ยวของเราไม่มีอะไรมากครับ สำหรับวัดถ้ำเสือแห่งนี้ คุยกันไว้ว่าจะเข้าไปเก็บภาพและเยี่ยมชมสถานที่รอบๆ ก่อนหาที่พักกินข้าว แล้วค่อยแว้นกลับกรุงเทพฯกัน เป็นแผนการเที่ยวที่ไม่มีอะไรเลยตามประสาผมอีกนั่นแหละ แต่ดีหน่อยที่ผมมีคนเก่งเรื่องนำทางไปด้วย งานนี้ก็เลยไม่หลงทาง ยกความดีความชอบให้คู่หูผมเลยครับสำหรับทริปนี้

เริ่มจากเก็บข้าวของใส่กระเป๋า ไปเช็คเอาท์แล้วสอบถามรายละเอียดและเส้นทางไปวัดถ้ำเสือกับเจ้าของแพที่เราพักกัน ลุงเค้าก็ใจดีมากครับ แนะนำให้เราเสร็จสรรพ พร้อมให้แผนที่ใบเล็กๆมาด้วย แนะนำเส้นทางอย่างดี เสร็จแล้วเราก็ขอบคุณลุงกับป้าเจ้าของแพที่ดูแลพวกเรามาอย่างดีมา 2 คืน แล้วก็ลุยกันต่อครับ มุ่งหน้าสู่วัดถ้ำเสือที่เราตั้งเป้าไว้

วิวโดยรวม วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี
วิวโดยรวม วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี

เราเดินทางกันยังไง?

การเดินทางเป็นอะไรที่สะดวกมากครับ เส้นทางไม่ซับซ้อน มุ่งสู่ท่าม่วง ตามแผนที่ไปอย่างเดียว ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย ตามเส้นทางหลักไป รับรองเจอวัดถ้ำเสือตั้งเด่นเป็นสง่าแน่นอน ระหว่างทางเราก็เจอวัดสวยๆ เจดีย์ใหญ่ๆอลังการเยอะครับ คู่หูผมก็บอกให้หยุดเก็บภาพกันตามประสา เพราะบ้านฮีไม่มีวัดแบบนี้ให้ชมบ่อยนัก ฮีบอกที่ไอร์แลนด์ไม่ค่อยมีวัดเหมือนบ้านเรา อันนี้ผมว่าไม่แปลกนะ ถ้ามีสิ่แปลก ก็ฝั่งโน้นเค้าเป็นคริสต์ซะส่วนใหญ่ ไม่ใช่เมืองพุทธเหมือนบ้านเราที่จะได้มีวัดสไตล์พุทธเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด งานนี้ก็เลยกลายเป็นว่าขับมอไซค์กันไปเรื่อยๆ เจอวัดสวยๆก็หยุดเก็บภาพไปตลอดทาง จากที่ระยะทางไม่ไกลมาก กว่าเราจะไปถึงก็เจอแดดเปรี้ยงเผาเข้าให้ ถึงกับเหงื่อท่วมตัวกันเลยทีเดียว

องค์พระพุทธรูปถ่ายจากยอดของเจดีย์
องค์พระพุทธรูปถ่ายจากยอดของเจดีย์

วัดถ้ำเสือมีอะไรน่าสนใจบ้าง?

เห็นภาพสวยในโซเชียลและในเว็บไซต์มามากแล้ว เท่าที่ดูจากรูปก็เห็นครับว่าเป็นวัดที่สวยงาม อลังการงานสร้างมาก แต่พอได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆแล้วจะรู้สึกเลยครับว่ามันต่างออกไป นอกจากความสวยงามอลังการแล้ว สิ่งที่พวกเราได้สัมผัสคือบรรยากาศรอบๆวัดที่ร่มรื่น เย็นสบาย ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวมากมายเดินเต็มไปหมด แต่ภายในตัววัดก็ดีสงบ ร่มรื่น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความเคารพสถานที่ดีมากครับ ไม่ส่งเสียงดังทำลายความสงบของสถานที่ อันนี้เป็นความประทับใจอย่างหนึ่งเลยครับ

Buddha
Chedi

 

1. พระชินประทานพร

อันนี้เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าที่เราเห็นกันนั่นแหละครับ หลายๆคนนิยมไหว้พระขอพรกันหลังจากทีอุส่าดั้นด้นมาถึงกัน โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่มีความเชื่ออะไรเกี่ยวกับวัดกับพระมากมายนะครับ แต่ก็ไม่ได้หลบหลู่หรือทำอะไรทำนองไม่ให้เกียรติสถานที่ ผมก็เลยไม่ค่อยอินกับการไหว้พระขอพรเท่าไหร่ แต่ก็อดทึ่งในความยิ่งใหญ่อลังการขององค์พระพุทธรูปไม่ได้ เดินเก็บภาพกันอย่างเมามันเลยทีเดียว ทั้งไทยทั้งฝรั่งล่ะงานนี้

2. พระเจดีย์เกศแก้วปราสาท

ถัดจากองค์พระ อันนี้เป็นเจดีย์ทรงจีนครับ แว้บแรกที่เห็นรู้สึกเหมือนเจดีย์ในหนังจีนที่เคยดูสมัยเด็กเลยครับ ไม่นึกว่าจะเจอตั้งโดดเด่นเป็นสง่ากลางเมืองไทยเช่นนี้ อลังการงานสร้างไม่แพ้องค์พระพุทธรูปเลยครับ แถมด้านบนสุดขององค์เจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุด้วย งานนี้มีปีนครับ ปีนเจดีย์ขึ้นไปนมัสการ ไหนๆก็มาถึงที่แล้ว ออ อีกอย่างนึง วิวบนองค์เจดีย์นั้นสวยงามมากครับ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง จากหน้าต่างเจดีย์ รับรองว่าได้ภาพสวยๆแน่นอนครับ คอนเฟิร์ม

ภาพจากองค์เจดีย์ วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี
ภาพจากองค์เจดีย์ วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี

สรุปทริปวัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี

สรุปสำหรับทริปวัดถ้ำเสือ อำเภอท่าม่วง กาญจนบรีกันนิดหน่อยครับ ทริปนี้เป็นทริปสำหรับวันสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับกรุงเทพกัน เราใช้เวลาในช่วงครึ่งวันแรกในการตะลอนเที่ยวเก็บภาพ เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยมอเตอร์ไซต์คู่ใจของเรา เป็นทริปที่สนุกมากครับ ผจญภัยนิดหน่อยด้วย สำหรับการขับรถบนถนนที่ไม่คุ้นเคย เกือบเอาชีวิตไม่รอดกันเลยทีเดียว แต่ก็ดีใจครับ ที่ผ่านมันมาได้ และยังคงได้เดินทางต่อสำหรับทริปต่อๆไปในอนาคต

สำหรับทริปนี้ก็ขอจบการเล่าเพียงเท่านี้ครับผม ขอบคุณสำหรับท่านผู้อ่านที่หลงเข้ามาอีกเช่นเคย เจอกันใหม่ทริปหน้าครับผม

1 คืน กับ 2 วัน ในเมืองเล็กๆอันเงียบสงบกลางหุบเขา “สังขละบุรี”

“สังขละบุรี” ชื่อนี้ได้ยินมานานแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้ไปเยือนกับเค้านี่หล่ะ เป็นทริปที่บังเอิญได้เหมาะเจาะจริงๆ หลังจากหลบไปอยู่ต่างจังหวัดพักใหญ่ๆ เพราะอารมณ์ติสอยากหลีกหนีเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ทริปนี้เป็นทริปแรกที่ได้เที่ยวกับเพื่อนๆซะด้วย ปกติจะลุยคนเดียวซะส่วนใหญ่ ตื่นเต้นนิดๆนะเนี่ย แต่ก็ดีเหมือนกัน มีคนถ่ายรูปให้ ไม่ต้องถ่ายเอง ฮ่าๆๆ เป็นปลื้มตรงนี้หล่ะ นอกจากนั้นยังมีสาวๆคอยจัดการเรื่องที่พักกับการเดินทางด้วย ยกความดีความชอบให้เค้าเลย สุดยอดจริงๆ
ข้อมูลไม่มีหรอกครับ สำหรับทริปนี้ ผมรู้แค่ว่าที่สังขละบุรีมีสะพานมอญแค่นั้นแหละ ไม่มีเวลาหาข้อมูลเลย กลับจากอุบลราชธานีด้วยรถไฟ ถึงกรุงเทพในตอนเช้า แล้วก็ไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิต่อเลย มุ่งสู่กาญจนบุรีครับผม สงสารร่างกายตัวเองมาก ถึกใช้ได้เลยแฮะเรา นั่งรถไฟข้ามคืนแล้วต่อรถตู้ไปเที่ยวได้เนี่ย ไม่ค่อยจะใจรักเล๊ย สาบานได้

การเดินทางไปสังขละบุรีไปกันยังไง?

Victory-Monument-Bangkok-Thailand
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร

ทริปนี้เรานัดกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิครับ หรือเรียกติดปากกันว่าอนุสาวรีย์ชัยนั่นหล่ะ สั้นดี มีกัน 5 ชีวิต 3 หนุ่ม 2 สาว ตัวผมเองไม่ค่อยได้วางแผนอะไรมาก ไปให้ทันตามนัดก็พอ ไปถึงก็เดินหาเพื่อนๆให้วุ่น หากันไม่เจอ คนเยอะเหลือเกิน ระหว่างเดินหาเพื่อนก็แชะภาพพระอาทิตย์ขึ้นไปด้วย นานๆทีจะมีโอกาสมาอนุสาวรีย์ชัยกับเค้ามั่ง วิวสวยใช้ได้เลยครับ ผมนี่เป็นปลื้มสุดๆเลยทีเดียว(เว่อร์ไปหน่อยแต่มันก็จริงนะ ไม่ได้โม้เลย) พอเจอกันครบทีมแล้วสาวๆก็พาไปซื้อตั๋วรถตู้มุ่งไปกาญจนบุรี สบายมากเลยทริปนี้ แต่มันไม่สบายตรงที่เราต้องนั่งรถตู้กัน 2 ชั่วโมงกว่าๆนี่หล่ะ เพื่อนๆน่ะไม่เท่าไหร่นะ แต่ผมนี่สิ่ นั่งรถไฟจนตูดด้านมาทั้งคืนแล้วนะ นั่งรถตู้ต่อนี่ถึงกะชาเลยครัช แต่ก็เอาวะ ไหนๆก็อยากไปอยู่แล้วนี่ สู้ต่อไปละกัน ราวๆ 2 ชั่วโมงก็ถึงเมืองกาญแล้วครับ หลับบ้างตื่นบ้างตลอดทาง เรียกว่าไม่ได้ดูข้างทางอ่ะไรหรอก ง่วงมากมายเลยงานนี้ ถึงแบบเบลอๆ

รถบัสจากกาญจนบุรีไปสังขละบุรี
รถบัสจากกาญจนบุรีไปสังขละบุรี
Van-to-Sangklaburi
รถตู้จากกาญจนบุรีไปสังขละบุรี

ถึงเมืองกาญปุ้บ ก็พากันเดินหารถไปสังขละบุรีต่อ งานนี้ผมแอบสงสัยนิดๆนะว่าสาวๆเค้าหาข้อมูลเรื่องรถมาบ้างแน่ๆเลย เพราะเจ้เค้ารู้ว่าคิวรถที่ไปสังขละบุรีมันอยู่ตรงไหน ไม่ได้เดินถามไปเรื่อยๆเหมือนที่ผมทำเวลาไปเที่ยวคนเดียว พอซื้อตั๋วแล้วรอซักพักนึงรถก็ออกครับ มุ่งสู่สังขละบุรี(จริงๆเค้าสุดสายที่ด่านเจดีย์ 3 องค์นะครับ) 3 ชั่วโมงกว่าแน่ะ กว่าจะถึง คุณพระ ตูดด้านหนักกว่าเดิมสิ่ท่าน น้ำตาจะไหล ระหว่างนั้นก็หลับๆตื่นๆตลอดทางอีกเหมือนเดิม แต่พอถึงโซนภูเขาเยอะๆ เท่านั้นหล่ะ หลับไม่ลงกันเลยทีเดียว รถตู้ขึ้นเขานี่สุดยอดจริงๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะสิ่ครัช เสียวไส้ใช้ได้เลย หลับไม่ลงแล้วหล่ะงานนี้ แต่วิวข้างทางสวยจริงๆครับ เห็นแล้วอยากแวะเก็บภาพสุดๆ แต่เค้าไม่จอดให้หรอก งานนี้ก็เลยอดเก็บภาพระหว่างทางไปตามระเบียบ แต่ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ เอาสังขารให้รอดจากโค้งพวกนี้ก่อนดีกว่า ปวดเศียรเวียนเกล้าใช้ได้เลยจริงๆ ดีที่ไม่อ้วก ไม่งั้นล่ะยุ่งเลย สุดท้ายก็ถึงสังขละบุรีกันโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณคนขับรถครับ ที่พาผมนั่งรถไฟเหาะมาเที่ยวซะไกล

หาที่พักในสังขละบุรียังไง?

Tom-Yam-Talay-and-Rice
ต้มยำรวมมิตร กับส้มตำข้างทาง มื้อเที่ยงสุดอร่อยของเรา
Where-to-go-in-Sangklaburi
ป้ายบอกทางระหว่างเดินหาที่พักในสังขละบุรี

ทริปนี้ถึงเป้าหมายแบบงงๆยังไงไม่รู้แฮะ ถามคนขับรถอยู่สองรอบเพื่อความมั่นใจ เมืองเค้าเงียบสงบดีจริงๆ มีร้านค้ากับร้านอาหารประปรายสองข้างทาง มีพี่วินมอไซค์อยู่ไม่ไกลจากจุดที่รถตู้จอดมาก แวะใช้บริการสะดวกถ้าขี้เกียจเดิน แต่บังเอิญพวกเราขยันบวกกับหิวโซกันแล้ว ก็เลยเดินหาของกินกันก่อนเลย กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ หาของกินใส่ท้องก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน เดินหาร้านอาหารกันซักพักก็เจอแถวๆตรงข้ามถนนคนเดินมีตลาดแถมมีร้านอาหารตามสั่งให้เลือกนั่งกันเยอะเลย ก็เลยตกลงพักเบรคกันที่นี่ ระหว่างนั่งกินข้าวกันก็หาที่พักไปด้วย ดูจาก Agoda บ้าง จากอินเตอร์เน็ตบ้าง ก็มีเยอะกันพอสมควร แต่ไม่ค่อยจะว่างเท่าไหร่ ราคาก็พอไหว ไม่โหดเกินไป แต่แอบสูงกว่าในเมืองกาญอยู่เหมือนกัน ก็สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวแหละ

Blue-hotel-in-Sangklaburi
ห้องพักสวยๆจากรีสอร์ทที่พวกเราเข้าพักสำหรับทริปนี้ ณ สังขละบุรี
Fancy-hotel-in-Sangkaburi
ห้องพักสวยๆจากรีสอร์ทที่พวกเราเข้าพักสำหรับทริปนี้ ณ สังขละบุรี

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็ได้เวลาออกหาที่พักแล้วครับ แต่เมืองนี้ดีอย่างหนึ่งคือผู้คนเค้าเป็นมิตรมาก ถามถนนหนทาง ถามหาที่พักเค้าช่วยแนะนำได้ดีเยี่ยมเลย เป็นจุดหนึ่งที่ผมปลื้มมากๆเลยทีเดียว เค้าไม่ใช่แค่ช่วยตอบคำถามนะครับ เค้าพาไปดูเลย ขับรถพาคนแปลกหน้าอย่างพวกผมนี่แหละไปดูห้อง ดูที่พัก ราคาห้องก็อยู่ประมาณ 800 บาท พอหารกันได้ ไม่โหดมาก ก็เลยได้มา 2 ห้อง เก็บข้าวเก็บของ แล้วก็พากันวางแผนเที่ยวกันต่อ ที่พักที่นี่ดีอย่างหนึ่งนะครับ นอกจากที่พักแล้วเค้ายังช่วยหารถ หามอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย เหมือนเค้ามีเครือข่ายของเค้าอยู่แล้ว สะดวกสบายสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราจริงๆ แถมราคาไม่แพงด้วย ตก 200 บาทต่อคันเอง พวกผมเช่ามา 2 คันครับ หมดไป 400 ตะลอนเที่ยวกันจนหนำใจหล่ะทีนี้

สถานที่ท่องเที่ยวในสังขละบุรีไปที่ไหนกันบ้าง?

ที่นอนก็มีแล้ว รถก็มีแล้ว ท้องก็อิ่มแล้ว พักเอาแรงกันซักพักรอแดดร่มลมตกกันซักพักแล้วค่อยออกตะลุยเที่ยวกัน เล่าถึงที่เที่ยวกันหน่อยดีกว่า อันนี้ขาดไม่ได้เลยครับ เพราะพวกเรามาเที่ยว(เป้าหมายหลักๆ) อันดับแรกนี่ไม่ต้องคิดเลยครับ มุ่งสู่สะพานมอญเลย สัญลักษณ์ของเมืองนี้เลยนี่เนาะ ไม่พลาดอยู่แล้ว ด้วยความที่เมืองนี้ไม่ใหญ่มาก เราเลยไปไหนมาไหนได้สะดวกมาก ที่พักก็ไม่ไกลจากตัวสะพานมอญมากนัก จริงๆเดินไปก็ได้ครับ แต่อาจจะหมดพลังงานไปเยอะหน่อย เราก็เลยเลือกขับมอไซค์ไปดีกว่า เก็บแรงไว้ตะลุยเที่ยวกัน จะได้ไม่เหนื่อยกันมาก

Saphan-Mon-Sangklaburi
บรรยากาศยามเที่ยง ณ สะพานมอญ สังขละบุรี
Saphan-Mon-Sangklaburi-II
สะพานไม้ที่ถูกตัดขาดซึ่งตอนนี้ถูกใช้เป็นท่าเทียบเรือ สวยไปอีกแบบ

ตัวสะพานมอญนั้นทางลงค่อนข้างลาดชันพอดูเลยครับ แต่ก็สามารถขับมอไซค์ลงไปได้ ไม่ต้องเดินไกลมาก(ตอนขึ้นค่อยเดินขึ้นเอา) ตัวสะพานเป็นสะพานไม้ขนาดใหญ่เหมือนที่เราเห็นกันในรูปนั่นแหละครับ บนตัวสะพานนั้นนักท่องเที่ยวเยอะมาก เดินขวักไขว่กันทั่วไปหมด ตัวผมเองยังแอบสงสัยเลยว่าภาพโปสการ์ดสวยๆที่เค้าถ่ายสะพานแล้วไม่มีคนบนสะพานเค้าถ่ายกันตอนไหน เพราะคนเยอะมากจริงๆ แต่ก็สวยมากครับ ถึงจะมีคนเดินเต็มไปหมดก็ตาม ผมว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะ ดูมีชีวิตชีวาดี

First-underwater-Temple-in-Sangklaburi
วัดใต้บาดาลของชาวมอญที่พวกเราล่องเรือไปชมกัน
Second-underwater-temple-in-Sangklaburi
อีกหนึ่งวัดที่เราไปชมกัน วัดนี้เป็นวัดที่สอง
Third-underwater-temple-in-Sangklaburi
วัดที่สามที่เราล่องเรือไปเยี่ยมชม อยู่ไกลจากฝั่งนิดหน่อย

ก่อนทางเข้าสะพานเค้าจะมีพวกทัวร์ท้องถิ่นไว้บริการด้วยนะครับ ราคาไม่แพงมาก ส่วนใหญ่จะต้องเหมาเป็นรอบ มีทั้งทัวร์รอบเมืองเอง หรือจะไปเที่ยวฝั่งพม่าก็มีไว้บริการครับ ที่พวกเราเลือกไปกันก็คือล่องเรือชมวัด รอบละ 500 บาท ดีนะที่ไปกัน 5 คนพอดี เลยหมดกันคนละร้อยเอง คุ้มมากมายสำหรับตะลอนเก็บภาพวัดของชาวมอญสวยๆกลางน้ำ จุดที่เราไปกันมี 3 จุดครับ เป็นวัดเก่าแก่ของชาวมอญเค้า สวยแปลกตาดีครับ เป็นครั้งแรกที่ผมเคยเห็นจริงๆ เพราะปกติผมจะชอบเที่ยวทางภาคเหนือแล้วก็ภาคอีสานซะมากกว่า วัดที่เห็นบ่อยจึงเป็นสไตล์ล้านนา แล้วก็สไตล์ขอม เรียกได้ว่าแปลกตาไปอีกแบบจริงๆ ใครที่มีโอกาสแวะไปก็อย่าลืมไปลองล่องเรือเที่ยวดูนะครับ แต่อาจจะต้องเหนื่อยนิดนึงนะ เพราะวัดที่ 3 ที่เราไปกันนั้นต้องเดินขึ้นไปนิดหน่อย ทางขึ้นค่อนข้างไกลจากริมน้ำพอสมควร แต่คนชอบไหว้พระน่าจะชอบนะ เพราะตัววัดดูขลังดี จบจากล่องเรือเที่ยว 3 วัดนี้เราก็กลับเข้าเมืองเพื่อหาอ่ะไรใส่ท้องกันอีกรอบ(พูดเหมือนไกล จริงๆก็ขับมอไซค์แปปเดียวเอง) เดินเล่นถนนคนเดินกันนิดหน่อย เสร็จแล้วก็กลับที่พักแล้วก็แยกย้ายกันหลับเอาแรง เป็นอันจบคืนแรก

Pancake-in-Sangklaburi
มันคือแพนเค้ก? พักเบรครอชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานมอญ
Sweet-in-Sangklaburi
ขนมอะไรซักอย่าง? พักเบรครอชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานมอญเหมือนกัน

เช้ามาผมแอบไปเก็บภาพรอบๆสะพานมอญกับสะพานเหล็กอีกรอบ(เพื่อนๆตกลงกันว่าจะไปใส่บาตรตอนเช้า แต่ไม่ยักกะมีใครตื่น) บรรยากาศดีมากมาย กลับมาอาบน้ำเตรียมตัวไปเที่ยวต่อ คราวนี้เราแว้นไปชมเจดีย์พุทธคยากันครับ ตัวเจดีย์โดดเด่นเห็นแต่ไกลมาก มองเห็นกันตั้งแต่ตอนไปล่องเรือชมวัดใต้น้ำแล้วครับ อยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ตรงข้ามกับที่เราพักกัน แต่ก็เดินทางสะดวกครับ ขับรถไปไม่นานก็ถึง คุ้มค่ามากที่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ใครที่ชอบไหว้พระขอพร อันนี้ผมแนะนำเลยครับว่าให้ลองไปเยือนซักครั้ง เจดีย์สวยงามจริงๆ และนอกจากตัวเจดีย์พุทธคยาแล้วบริเวณรอบๆก็มีร้านขายของที่ระลึกสวยๆมากมายเลยครับ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ งานฝีมือต่างๆเยอะมาก สวยๆทั้งนั้นเลย

Chedi-Puthakaya-Sangklaburi-III
มุมหนึ่ง ณ เจดีย์พุทธคยา
Chedi-Puthakaya-Sangklaburi-II
ป้ายรายละเอียดเกี่ยวกับเจดีย์พุทธคยา
Chedi-Puthakaya-Sangklaburi
ภาพระยะประชิดของเจดีย์พุทธคยาที่ไปเยี่ยมชมกัน

อีกที่หนึ่งที่เราแวะไปเที่ยวกันคือวัดวังก์วิเวการามครับ อยู่ถัดจากเจดีย์พุทธคยาไม่ไกลมาก แวะพักกันที่นั่น ตะลอนเก็บภาพกันนิดหน่อย แล้วก็กลับที่พักกัน เพราะเราต้องเช็คเอาท์กันก่อนเที่ยงครับ ก็เลยต้องทำเวลากันหน่อยนึง

งบประมาณและค่าใช้จ่ายโดยรวมหมดไปเท่าไหร่?

หลังจากตะลอนเที่ยวกันจนเต็มอิ่มแล้วขอสรุปเรื่องค่าใช้จ่ายกันหน่อยดีกว่า ทริปนี้ส่วนใหญ่หมดไปกับค่ารถซะส่วนใหญ่ครับ ค่ารถตู้จากกรุงเทพถึงกาญจนบุรีหมดไป 120 บาทครับ แล้วก็จากเมืองกาญจนบุรีไปสังขละบุรีอีก 175 บาท ค่าที่พักกับค่าเช่ารถหมดไปคนละ 400 บาท ค่าทริปล่องเรือหมดไปอีกคนละ 100 บาท ค่ารถขากลับจากสังขละบุรีมากาญจนบุรีก็หมดไป 175 บาท จากตัวเมืองกาญจนบุรีมากรุงเทพอีก 110 บาทถ้วน สรุปแล้วโดยรวมหมดไป 1000 บาทนิดๆ ถือว่าคุ้มสุดๆเลยครับสำหรับทริปนี้ แต่อันนี้ไม่รวมค่ากินกับค่าของฝากนะครับ ดีหน่อยที่ผมไม่ใช่ขาช็อปปิ้ง ไม่งั้นมีการหมดตัวเกิดขึ้นแน่ๆ ของที่ระลึกสวยๆเยอะมากจริงๆ

Van-ticket-to-Bangkok
ตัวรถขากลับจากกาญจนบุรี
Van-to-Bangkok
บอร์ดราคาค่ารถกลับจากกาญจนบุรี

 

ความประทับใจในเมืองเล็กๆแห่งนี้ “สังขละบุรี”

เล่ามาซะยาวเลย ขอเล่าต่ออีกซักหน่อยดีกว่า เกี่ยวกับความประทับใจในเมืองเล็กๆกลางหุบเขาแห่งนี้ ความประทับใจแรกคือทิวทัศน์ที่สวยงามครับ รายล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สุดยอดจริงๆให้ตายเถอะ ผมตกหลุมรักตั้งแต่เห็นสะพานมอญแล้ว เป็นเมืองที่ดูสงบแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนเป็นมิตรมาก ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี เป็นอ่ะไรที่ประทับใจมากครับ โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องการไหว้พระทำบุญอ่ะไรมากมายนะครับ ผมตกหลุมรักที่นี่เพราะผู้คนที่นี่น่ารักนี่แหละ เป็นเสน่ห์ที่สุดยอดจริงๆ ไม่ค่อยได้เจอในเมืองใหญ่ๆเท่าไหร่นัก การเดินทางราวๆ 5 ชั่วโมงของผมนั้นคุ้มค่าสุดๆครับ ลองแวะไปสัมผัสดูซักครั้งนะครับ ไม่ต้องเชื่อผมมากก็ได้ พิสูจน์มันด้วยตัวของคุณเอง และแน่นอนครับว่าผมจะกลับไปอีก ถ้าผมมีโอกาส

ภาพมุมกว้างสวยๆของสะพานมอญ สังขละบุรี
ภาพมุมกว้างสวยๆของสะพานมอญ สังขละบุรี

สำหรับทริปนี้ก็คงจบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณเพื่อนๆร่วมทริปที่น่ารักทุกคน ขอบคุณที่ร่วมสร้างทริปดีๆด้วยกัน ขอบคุณเมืองเล็กๆแห่งนี้ที่มีอยู่บนโลก(เว่อร์ไปล่ะ)ให้ผมได้มีโอกาสไปเยือน ขอบคุณรีสอร์ทน่ารักๆที่อยู่แลพวกเราอย่างดีอย่างศรีเพ็ชร์รีสอร์ท ทั้งเรื่องที่พักและช่วยหารถเช่าให้ แถมยังไปส่งพวกเราถึงคิวรถตู้กลับบ้านอีก ขอบคุณคนขับรถที่พาพวกเราเดินทางอย่างปลอดภัยครับ ถึงมันจะหวาดเสียวไปหน่อยก็เถอะ(เพราะทางขึ้นเขามันโค้งเยอะนะครับ ไม่ใช่เพราะเค้าขับเร็วมาก) แล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่หลงเข้ามาอ่านนะครับ เจอกันใหม่ทริปหน้าครับ

KSR ทริป แว้นไปกับคู่หูจังหวัดที่ 1 : ตะลุยรอบเมืองพระนครศรีอยุธยา

ผ่านมานานเหลือเกินกว่าจะเริ่มเขียนเรื่องราวการตะลอนเที่ยวของตัวเองอย่างจริงจังได้ ทริปอินดี้ของผม ตามประสาคนไม่เหมือนใคร(ที่ไม่มีใครอยากเหมือน) สารภาพโดยดีว่าเป็นทริปเก่าตั้งแต่เดือนมีนาแล้วครับ(แต่เพิ่งจะมีอารมณ์เขียน) บิ๊วอารมณ์นานเหลือเกิน ทำเอาแฟนๆรอนานจนรากงอก(มีคนอ่านด้วยเหรอ?) ยังไงก็ต้องกราบขออภัยอย่างสูงนะครับ ที่ทำให้รอกันนานเกินไป จนหลายๆคนลืมไปแล้วว่ามีบล็อกนี้อยู่ในโลก ส่วนคนที่หลงเข้ามาเจอก็ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ แวะมาเยี่ยมกันบ่อยๆนะครับ ผมเหงา อยู่ด้วยกันไปนานๆ ว่าไปนั่น

เดินทางถึงอยุธยาตอนยังไม่สว่างเลย
เดินทางถึงอยุธยาตอนยังไม่สว่างเลย

ขอวกกลับเข้าเรื่องตะลอนเที่ยวของผมหน่อยดีกว่า เพ้อนานล่ะ ขอเล่าความเป็นมาเป็นไปซักนิดนึงเกี่ยวกับทริปตะลอนเที่ยวสุดอินดี้ของผม จริงๆผมก็ไม่คิดว่ามันอินดี้อะไรหรอกครับ ผมก็เที่ยวของผมแนวๆนี้อยู่แล้ว อยากไปผมก็ไปปุปปับ เก็บกระเป๋าแล้วไปเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปที่ไหน แค่นึกว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนซักที่ นึกขึ้นมาในหัวแล้วลุยเลย เป็นพวกเอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเที่ยวกับคนอื่น เน้นไปคนเดียวตลอด(จะบอกว่าไม่มีใครไปด้วยก็แลดูจะเศร้าไปหน่อย) จะได้ไม่ทำให้คนอื่นรอ และไม่ต้องรอคนอื่น ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่ายแหละ เหตุผลหลักสำหรับทริปนี้ จริงๆผมก็แค่อยากเอา KSR คู่หูผมกลับไปไว้บ้านที่ต่างจังหวัดครับ ก่อนจะอพยพไปเยอรมันนี(แต่ตอนนี้ยังไปไม่ได้เพราะยังติดงานกับบริษัทในสิงคโปร์อยู่ปีนึง หมดสัญญาจ้างก็คงว่ากันอีกที) บ้านเกิดผมอยู่อุบลราชธานี สุดเขตแดนสยาม(ทางทิศไหนก็ช่างมันเถอะ) ซึ่งก็คือปลายทางของทริปแก้วตาขาแว๊นของผมนั่นเอง เป้าหมายของผมคือต้องได้ดูพระอาทิตย์ตกสวยๆระหว่างทางซักที ผมไม่ได้วางแผนอะไรมากมายหรอก อาศัยถามคนพื้นที่เอา แค่นั้นเอง เห็นมั้ยล่ะว่าผมเป็นคนเรียบง่ายขนาดไหน ได้ทำตามเป้าหมาย แถมได้เที่ยวระหว่างทาง คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม ถึงมันจะเหนื่อยสุดๆไปเลยก็เถอะ แต่มันก็ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกครับ การเดินทางของผมเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก

สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา
สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา
สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา
สิ่งก่อสร้างเก่าๆรอบตัวเมืองอยุธยา

เกี่ยวกับอยุธยา ผมรู้แค่ว่าเป็นเมืองหลวงเก่าของไทย มีวัดวาอารามเก่าแก่เยอะแค่นั้นเอง ไม่มีข้อมูลมากนัก เพราะผมเป็นพวกไม่ค่อยชอบหาข้อมูลอะไรมากมายเหมือนที่เคยบอกไว้ แต่พอเอาเข้าจริงๆผมเองก็อดตื่นเต้นไม่ได้เหมือนกัน ตื่นเช้าผิดปกติเลยหล่ะ ยังไม่ถึงตีสี่ด้วยซ้ำ เก็บกระเป๋าเสร็จสรรพ เช็คสภาพคู่หู ตรวจดูน้ำมันนิดหน่อย แล้วก็ออกจากบ้านเลย(บ้านผมอยู่ลาดพร้าวช่วงกลางๆ) มุ่งตรงขึ้นเหนืออย่างเดียวเลยงานนี้ แต่ก็ยากพอดู กว่าจะหลุดออกจากกรุงเทพได้ ขับผ่านดอนเมืองตอนยังมืดอยู่เลย ดีหน่อยที่รถยังไม่ค่อยเยอะ เลยแว้นง่ายหน่อย วิ่งตามป้ายบอกทางไปอยุธยายาวๆ แลดูรีบไปหน่อย ไปถึงอยุธยาตอนยังไม่สว่างด้วยซ้ำ ตีห้ากว่าๆ ไม่รู้จะไปไหน ผมก็ได้แต่แวะถ่ายรูปกับเจดีย์ใหญ่ๆกลางเมืองไปก่อน ไฟสวยดีเหมือนกัน เก็บภาพไปซักพักก็ไม่รู้จะทำอะไรดี กว่าจะสว่างก็คงต้องรออีกนานโขเลย ก็เลยขับรถตะลอนรอบเมืองฆ่าเวลา ขับไปทางสถานีรถไฟ แล้วก็หาของกินรองท้อง ก่อนจะถามพนักงานขายว่ามีที่ไหนดูพระอาทิตย์ขึ้นได้บ้าง ขอแบบสวยงามตามท้องเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเค้าบอกว่า เค้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แห้วเลยงานนี้ ก็เลยได้แต่ออกมานั่งโซ้ยบะหมี่หน้า 7-11 ข้างทางรถไฟ ช่างเป็นเช้าที่ดีอะไรอย่างนี้ เสร็จจากตรงนี้พระอาทิตย์ก็ยังไม่โผล่มาแฮะ งานนี้เลยตะลอนรอบเมืองเล่นๆ ไปพลางๆ เจอเจดีย์เก่าๆ สิ่งก่อสร้างเก่าๆ หลายๆอย่าง เจอร่องรอยอารยธรรมเก่าๆข้างทางเยอะพอดู ตื่นเต้นใหญ่เลยทีนี้ เดินแชะภาพสนุกสนานกันเลยทีเดียว สิ่งที่แปลกตาในอยุธยาคือ บ้านคนกับสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่พวกนี้อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว มีซากปรักหักพังของเจดีย์เก่าอยู่ใกล้ๆบ้านคนเต็มไปหมด แทรกอยู่ด้วยกันก็มี เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากสำหรับผม(ก็คนมันเพิ่งเคยเห็น) เรื่องเก็บภาพนี่ไม่ต้องพูดถึง เต็มที่ไปเลยทีเดียว นี่แค่จุดสตาร์ตนะครับ ยังไปไหนไม่ไกลเลย สุดยอดจริงๆจังหวัดนี้

ทางช้างเดิน พระนครศรีอยุธยา
ทางช้างเดิน พระนครศรีอยุธยา

ตะลอนไปซักพักก็ไปเจออุทยานประวัติศาสตร์เข้าให้ ที่นี่เจดีย์เก่า คูเมืองเก่า สิ่งก่อสร้างเก่าๆเยอะมาก สุดยอดเลยให้ตายเหอะ เต็มอิ่มมากมาย ทั้งเดินทั้งขับมอไซค์ตะลอนเก็บภาพไปทั่ว นั่งบนสะพานไม้ เก็บภาพรอบๆตัว ดูพระอาทิตย์ขึ้น เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ผมถือเป็นอีกเช้าที่ดีสุดๆในชีวิตเลยทีเดียว
วัด วัด แล้วก็วัด คือสิ่งที่มีอยู่เต็มไปหมดในอยุธยา เสน่ห์ของเค้าเลยหล่ะ สำหรับคนที่ชอบสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสร์ หรือวัดวาอาราม อยุธยาคือสวรรค์เลยแหละ ไม่ได้โม้ ออ อีกอย่างหนึ่งที่แปลกตาคือ ที่นี่มีทางสำหรับช้างเดินด้วยแหละ เป็นทางเฉพาะสำหรับช้างเลยครับ อยู่ข้างๆทางคนเดินอีกที อเมซิ่งอยุธยามาก ขับรถผ่านปางช้างก็ถึงคราวตะลุยวัดแหละครับ ประเดิมด้วยวัดพระราม(คนเดียวกันกับสามีนางสีดารึเปล่าไม่รู้) เก็บภาพสนุกเลยวัดนี้ มุมสวยๆเต็มไปหมด แต่เสียดายที่เป็นตอนกลางวัน คิดว่าตอนกลางคืนน่าจะสวยกว่า เพราะเค้าเปิดไฟสปอร์ตไลท์ส่องไปยังตัวเจดีย์ แสงคงสวยกว่าเยอะเลย ถ้ามีโอกาสผมต้องลองไปดูอีกซักครั้ง อยากเก็บภาพตอนกลางคืน แต่ที่เก็บมานี่ก็เยอะโขอยู่เหมือนกัน ถึงจะยังไม่ค่อยหนำใจก็เหอะ เสร็จจากวัดพระรามก็ตรงไปวัดมหาธาตุเลยครับ(จริงๆผ่านโดยบังเอิญ แว้นไปรอบๆเมืองเฉยๆ)

เศียรพระพุทธรูป พระนครศรีอยุธยา
เศียรพระพุทธรูป พระนครศรีอยุธยา

จริงๆผมไม่รู้จักชื่อวัดนี้หรอกครับ ผมเห็นแค่รูปเศียรพระที่มีรากไม้หุ้มในหนังสือกับเว็บไซต์ท่องเที่ยวแค่นั้นแหละ พอมาถึงอยุธยาผมค่อยหาข้อมูลท่องเที่ยวตอนที่ตะลอนรอบเมืองนี่หล่ะ สารภาพโดยดีว่าผมถามเจ้าหน้าที่ตรงอุทยานประวัติศาสตร์นั่นแหละ ว่าอยุธยามีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง เค้าก็เลยแนะนำผมให้ไปปางช้างแล้วก็วัดมหาธาตุ อีกที่นึงเค้าแนะนำให้ไปตลาดน้ำอโยธยา แต่มันอยู่คนละทางกับเป้าหมายที่ผมกำลังจะไป ผมก็เลยเอาไว้คราวหน้าดีกว่า คงต้องจัดอีกซักทริปสำหรับอยุธยาโดยเฉพาะแล้วหล่ะ อยากเห็นบรรยากาศอยุธยายามค่ำคืนซักทริป

สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา
สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา

สำหรับทริปอยุธยานี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เน้นขับรถกินลมชมวิว แล้วก็เที่ยวรอบเมืองไปเรื่อยๆตามประสาคนไม่มีแผนเหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้า แต่แค่นี้ผมก็เต็มอิ่มสุดๆแล้วนะครับ สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์เค้าเยอะมากจริงๆ เรียกว่าเก็บภาพกันเต็มอิ่มเลยทีเดียว คราวหน้าผมจะต้องกลับไปอีกแน่นอนครับ พร้อมกับใช้เวลาในอยุธยานี้ซักคืน ถึงตอนนั้นรับรองว่าผมจะต้องเก็บภาพบรรยากาศอยุธยาตอนกลางคืนมาฝากแน่นอนครับ สำหรับทริปนี้ผมก็มีเวลาในอยุธยาเพียงเท่านี้ หลังจากที่ผมต้องแว้นขึ้นเหนือไปอ่างทองต่อ อย่าลืมติดตามเป็นกำลังใจให้ผมนะครับ

เอาตารางฟูลมูนปาร์ตี้ 2016, 2017 และ 2018 มาฝากครับ เกาะพะงัน/เกาะสมุย

เกาะสมุยและเกาะพะงัน บอกเลยว่านี่คือเกาะสวาทหาดสวรรค์ของคนรักปาร์ตี้ขนานแท้ ร่ำลือไปไกลทั่วโลกจริงๆครับ สำหรับฟูลมูนปาร์ตี้ที่จัดทุกเดือนในคืนพระจันทร์เต็มดวงในบ้านเรา คนรักปาร์ตี้จากทั่วโลกต้องรู้จัก และเดินทางมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ใครอยากไปแจมก็เช็คตารางฟูลมูนได้ตามนี้เลยครับ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วลุยกันเลย

2016 2017 2018
23 มกราคม 12 มกราคม 1 มกราคม
23 กุมภาพันธ์ 12 กุมภาพันธ์ 31 กุมภาพันธ์
22 มีนาคม 12 มีนาคม 2 มีนาคม/31 มีนาคม
21 เมษายน 11 เมษายน 29 เมษายน
21 พฤษภาคม 11 พฤษภาคม 30 พฤษภาคม
19 มิถุนายน 9 มิถุนายน 27 มิถุนายน
21 กรกฎาคม 10 กรกฎาคม 29 กรกฎาคม
18 สิงหาคม 7 สิงหาคม 26 สิงหาคม
16 กันยายน 5 กันยายน 24 กันยายน
17 ตุลาคม 6 ตุลาคม 25 ตุลาคม
14 พฤศจิกายน 3 พฤศจิกายน 22 พฤศจิกายน
14 ธันวาคม 3 ธันวาคม 22 ธันวาคม

น้ำใจตุ๊กตุ๊กไทย เมื่อผมทำมือถือหล่นบนรถแล้วคิดว่าไม่น่าจะได้คืน

เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ คู่หูผม ลูเมีย 1020 สุดหวง เกือบหายไปกับตุ๊กตุ๊กแล้วเชียว ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงมือถือที่ผมใช้ถ่ายรูปสำหรับแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวบนเว็บนี้นี่แหละ ก้าวออกจากตุ๊กตุ๊กแล้วดันทำหล่นบนรถเค้าซะงั้น เกือบได้หาเครื่องใหม่มาทดแทนซะแล้วมั้ยล่ะ

เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากตะลอนเที่ยวข้าวสารกับเพื่อนๆในคืนวันศุกร์แล้วกลับมานั่งชิลกันต่อที่ดาดฟ้าโรงแรมแถวๆเจริญกรุง 22 ที่ไอ้คุณจาค็อบ เพื่อนใหม่ที่เพิ่งเจอกันในถนนข้าวสารจองไว้ ฝอยกันไปเรื่อยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันพอหอมปากหอมคอจนถึงเช้า แล้วทีนี้ก็ถึงเวลาแยกย้ายกลับบ้านบ้านใครบ้านมัน(จริงๆมันไม่มีบ้านในกรุงเทพหรอก มันแค่แวะพักก่อนจะไปตรังต่อ ส่วนผมก็มีทริปกับเพื่อนอีกกลุ่มนึงต่อเหมือนกัน) ผมก็เดินลงมาหน้าโรงแรม ตรงนั้นมันจะมีตุ๊กตุ๊กกับวินมอไซค์จอดอยู่ คนขับเค้าก็ถามว่าจะไปไหน ผมก็สตั้นไป 3 วินาที(สลับภาษาไม่ทัน สมองประมวลผลอยู่) แล้วบอกไปว่ารถไฟใต้ดินหัวลำโพงครับ ฮีก็ถามต่อว่าจะไปยังไง นาทีนั้นไอ้กระผมก็กำลังเบลอๆ หลุดปากบอกไปว่าเอาซักทางสิ่ อ่ะไรก็ได้ แต่พอตั้งสติได้ ดูแล้วท่าจะยาว ผมก็เลยตัดบทไปว่าเอาตุ๊กตุ๊กก็แล้วกันครับ ไปโลด ก็เลยได้กลับบ้านกลับช่องกับเค้าซะที

แต่มันยังไม่จบแค่นั้นครับ พอถึงหัวลำโพงปุ๊บ เดินลงบันไดเลื่อนเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน ระหว่างนั้นผมเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงไปด้วย กระเป๋าตังอยู่ข้างขวา โอเค มีตังกลับบ้านแล้ว แต่ข้างซ้ายทำไมมันโล่งๆวะครับ อ้าวเฮ้ย คุณพระ มือถือหาย!!! ยังไม่สุดบันไดเลื่อนเลยครับ ผมนี่วิ่งลงแล้วกลับขึ้นมาอีกด้านเลย พอวิ่งขึ้นมาดู มองหาตุ๊กตุ๊กที่มาส่งผม เค้าไปแล้วแล้วแล้ว He was gone, you know? ชิบหายแล้วไง สตั้นอยู่ตรงนั้นหลายวิจนพี่วินมอไซค์ตรงนั้นถามว่าเป็นอะไร พอได้สติผมก็บอกเค้าไปว่ามือถือผมหล่นบนตุ๊กตุ๊กที่ผมนั่งมา ฮีตอบว่าอ๋อ เค้าขับออกไปแล้ว(คิดในใจว่า กรูรู้แล้วครับ ถึงได้ตั้งสติอยู่นี่ไง) ถามเค้าไปว่าผมควรทำไงดี เค้าบอกว่าน่าจะยากนะน้อง ก็เค้าไปแล้ว นั่งมาจากที่ไหนล่ะ ผมบอกไปว่าเจริญกรุง 22 ตรงโรงแรมอะไรซักอย่าง เค้าบอกว่าถ้าเป็นตรงนั้นคงมีโอกาสได้คืน เพราะว่าเค้าอยู่ประจำกันตรงนั้นเลย ไม่ได้วิ่งวนไปเรื่อยๆเหมือนตุ๊กตุ๊กคันอื่น ลองกลับไปถามดูที่นั่นก็น่าจะได้ ได้ยินแบบนั้นผมก็ใจชื้นขึ้นเยอะเลย อย่างน้อยก็มีโอกาสได้โทรศัพท์สุดที่รักผมคืน แล้วผมก็บอกพี่วินมอไซค์ว่า พาผมไปตรงนั้นหน่อยครับ เดี๋ยวนี้เลย พี่ท่านก็บึ่งไปส่งถึงที่เลย(หมดไป 40 บาท)

Tuk Tuk Thailand
Tuk Tuk Thailand

พอกลับไปที่หน้าโรงแรมก็มีลุงขับตุ๊กตุ๊กคนอื่นเค้าทักผมว่า “อ้าวน้อง เพิ่งไปเมื่อกี๊ไม่ใช่เหรอ ทำไมกลับมาล่ะ” ผมก็เลยบอกเค้าไปว่าผมทำมือถือตกบนรถตุ๊กตุ๊กที่ผมนั่งไป ก็เลยย้อนกลับมาดูเผื่อเค้าจะกลับมาที่นี่ แล้วลุงคนขับตุ๊กตุ๊กเค้าก็บอกว่า ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าอยู่บนรถ ยังไงก็ได้คืน กลัวแต่คนขับไม่รู้ว่ามีโทรศัพท์ตกอยู่แล้วผู้โดยสารคนอื่นจะหยิบไปมากกว่า เดี๋ยวลุงช่วยโทรบอกเค้าให้(ในใจผมนี่ โอ้โห ลุงเค้ามีน้ำใจมากจริงๆ ขนาดไม่ใช่ธุระอะไรของเค้า แถมเค้ายังต้องไปส่งลูกค้าคนอื่นด้วยเค้าก็ยังอุส่าช่วยเรา ปลื้มมากจริงๆ ณ จุดนี้)

หลังจากรออย่างกังวลใจประมาณ 20 นาที กลัวว่าจะมีคนหยิบไปจากรถ คุณลุงคนที่ไปส่งผมตอนแรกก็ขับรถเข้ามาจอดแล้วเอาโทรศัพท์มาคืนให้ผม แล้วถามผมว่าทำไมไม่โทรเข้าเครื่องล่ะ ผมก็บอกเค้าไปว่าผมลืม แล้วก็มือถือผมไม่ได้เปิดเสียงด้วย โทรไปคงไม่ได้ยิน แล้วผมก็ขอบคุณลุงเค้าอยากมากเลย แล้วก็บอกขอบคุณคนรอบๆที่ช่วยให้ผมได้โทรศัพท์คืน หลังจากนั้นก็นั่งรถตุ๊กตุ๊กกลับไปที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพงอีกทีนึง จบเรื่องวุ่นๆในเช้าวันพักผ่อนของผมซะที

จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเกินไป บางทีคนรอบๆตัวก็สามารถไว้ใจได้ กรุงเทพเราปลอดภัยกว่าที่คิด ผู้คนต่างๆก็มีน้ำใจเหมือนอยู่เหมือนกัน จากที่ผมไม่ค่อยไว้ใจใครเท่าไหร่ เพราะไม่คิดว่าจะได้โทรศัพท์คืนแน่ๆ คงต้องหาเครื่องใหม่ไว้ใช้ซะแล้ว ผมเปิดใจมากขึ้น จากเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอมากับตัว ขอบคุณสำหรับความประทับใจดีๆในกรุงเทพ

ปล. ภาษาเขียนผมอาจไม่ดีเท่าไหร่ เพราะผมไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ ผมแค่อยากเล่า อยากแชร์ประสบการณ์ที่ผมได้พบเจอมา ขอบคุณสำหรับคนที่หลงเข้ามาอ่านนะครับ

ทริปแรกสุดอึดของผม 4 วัน 3 คืน สองเกลอตะลุยกาญจนบุรี

ทริปนี้ผมเองก็ไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับกาญจนบุรีมากเท่าไหร่ครับ แต่ใจมันบอกว่าอยากไป ฮ่าๆ ไม่ค่อยดีนะครับ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะไปเที่ยวที่ไหนเราก็ควรวางแผนกันดีๆก่อน จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน(ว่าไปนั่น) ผมไปกันตอนต้นเดือนธันวาคม 2015 ครับ จากที่ได้ยินมากาญจนบุรีนั้นมีสถานที่เที่ยวค่อนข้างเยอะ เกี่ยวกับพวกน้ำตก อุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ทางรถไฟสายมรณะ สุสานทหาร และสถานที่ระรึกเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมรู้ข้อมูลคล่าวๆแค่นี้จริงๆ แต่วิธีการเดินทางผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย คิดว่าไปด้วยรถไฟน่าจะสะดวกสุด ค้นหาข้อมูลแล้วผมต้องไปขึ้นรถไฟที่ฝั่งธน(สถานีกรุงเทพ) เพื่อไปกาญจนบุรี

แม่น้ำแคว กาญจนบุรี
แม่น้ำแคว กาญจนบุรี

แต่!!! พอผมมาดูแผนที่จากกรุงเทพไปกาญจนบุรีแล้วมันแค่ 100 กว่าโลเอง ผมคิดว่าผมขับรถจักรยานยนต์ไปเองน่าจะสะดวกกว่ามั้ย? ไปถึงจะได้ไม่ต้องหารถให้วุ่นวาย ผมขี้เกียจต่อรถด้วย(ผมเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความวุ่นวายในการหารถที่เชียงใหม่ ต้องต่อรถจี๊บแดง ไปท่าแพแล้วเดินหาร้านเช่ารถ ซึ่งผมคิดว่ามันเสียเวลามาก แถมหงุดหงิดอีกต่างหาก บวกกับตอนที่ผมเรียนนั้นบ้านผมกับมหาลัยที่เรียนนั้นห่างกันประมาณนี้เหมือนกัน เวลากลับบ้านทีผมก็ขับมอไซค์กลับชิลๆ) ผมกับเพื่อนก็เลยตกลงกันว่าเราขับรถมอไซค์ไปกันเองก็ได้ ใกล้แค่นี้เอง เหนื่อยก็แวะพักระหว่างทางได้ ไปกันเอง ซึ่งดันไปถูกใจคุณเพื่อนตัวดีเข้าเต็มๆ จะเรียกว่ามันก็เดี๋ยวมีคนหาว่าผมถ่อย เรียกฮีแทนละกันเนาะ บ้านฮีอยู่ไอร์แลนด์ มาตะลอนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้กรุงเทพเป็นฐานที่มั่น ปักหลักอยู่กรุงเทพแล้วบินตรงไปเมืองหลวงของแต่ละประเทศ จากนั้นค่อยแบ็คแพ็คอีกทีนึง ฮีเพิ่งกลับจากพม่าพอดี เผอิญว่างอยู่เกือบอาทิตย์ ก่อนจะไปแบ็คแพ็คลาวกับเวียดนามต่อ แล้วฮีบ่นอยากหนีจากกรุงเทพตามแบบฉบับนักท่องเที่ยวของฮีนั่นแหละ ทริปสุดผจญภัยของเราก็เลยบังเกิด เรียกได้ว่าทั้งเสี่ยงตายทั้งสนุกเลยหล่ะ

ทริปนี้ผมเดินทางกันยังไง

ทริปนี้ผมเริ่มออกจากบ้านที่ลาดพร้าวมุ่งไปเพชรเกษมเพื่อออกไปนครปฐมให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะผมดูข้อมูลเส้นทางจากอากู๋แล้วมันดูไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ เป็นถนนเส้นเดียวยาวๆเกือบถึงตัวเมืองกาญจนบุรีเลย ภารกิจหลักของเราก็เลยกลายเป็นหาวิธีไปนครปฐมให้ได้ก่อนเลย เพื่อความชัวร์ว่าเราจะไปถูกทาง แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ สกิลในการเดินทางของผมนั้นห่วยขั้นเทพ เซนส์ในการเลือกเส้นทางของผมนี่เป็นอ่ะไรที่แย่มาก จากประสบการณ์ที่ผ่านมา(ก่อนหน้านั้นผมเคยเช่ารถขับที่กระบี่และเชียงใหม่มาแล้ว บอกได้เลยว่าหลงทางเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว เอาไว้เดี๋ยวผมจะมาแชร์ประสบการในโอกาสหน้าก็แล้วกัน) กว่าจะหาทางไปเพชรเกษมได้ผมก็หลงอยู่ในกรุงเทพตั้งหลายรอบ ไปเลือกเลี้ยวผิดตรงวงเวียนใหญ่อยู่รอบนึง รอบสองถึงไปถูก จากนั้นวิ่งตรงอย่างเดียวตามเส้นเพชรเกษมทีเค้ากำลังทำรถไฟฟ้าอยู่พอดี วิ่งยาวๆกันเลยทีนี้ ไม่หลงแล้ว บางแค สายหนึ่ง สายสอง สายสาม บลา บลา บลา

พระปฐมเจดีย์ นครปฐม
พระปฐมเจดีย์ นครปฐม

ราวๆชั่วโมงกว่าๆก็ถึงนครปฐมครับ ระหว่างทางก็เห็นป้ายสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะไปหมด ใจก็อยากจะแวะ แต่ก็ต้องมั่นใจว่าจะถึงปลายทางก่อนมืดค่ำ เพราะว่าไม่ได้จองห้องพักอ่ะไรเลย กะไปหาเอาข้างหน้าอย่างเดียว โดยหลักๆผมจะใช้ agoda.com ในการค้นหาโรงแรม แล้วเข้าไปถามเลยว่ามีห้องว่างมั้ย(ซึ่งส่วนมากแล้วมักจะมีห้องว่าง และราคาก็เท่ากับที่เขียนไว้ในเว็บตอนลดราคาสุดๆนั่นแหละ อันนี้ก็เป็นทริคอย่างนึงในการหาห้องพักของพวกเรา ระหว่างทริปนี้) ถึงนครปฐมพวกเราไปเจองานเทศกาลฉลององค์พระปฐมเจดีย์พอดี ก็เลยพักเบรคกันที่นั่น แล้วเดินเที่ยวรอบๆ ถ่ายรูป หาของน้ำหาของกินกันราวๆชั่วโมงนึง เจดีย์ที่นี่ใหญ่จริงๆครับ อลังการงานสร้างมาก ตื่นตาตืนใจพวกเราจริงๆ พอกันเลยทั้งคนไทยทั้งฝรั่ง ฮ่าๆๆ

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ได้เวลาหาที่หลับที่นอนกันซะที ตอนแรกคุยกันว่าจะหาที่พักในเมืองนครปฐมซักคืนแล้วค่อยไปต่อ เพราะมันค่อนข้างเย็นมากแล้วเวลาตอนนั้นก็ราวๆหกโมง แต่พอตะลอนหาห้องพักแล้วมันดันไม่ถูกใจซะที บางที่ก็ราคาสูงเกินจริงไปหน่อย ก็เลยตกลงกันว่าไปเมืองกาญกันเลยดีกว่า เจอระหว่างทางค่อยพัก ซึ่งก็ถือว่าโอเคระดับนึง ได้โรงแรมในราคา 450 บาท ซึ่งถือว่ารับได้ทั้งสองฝ่าย ขับรถกันจนถึงเมืองกาญจริงๆ กว่าจะได้ห้องพัก ห้องพักหาไม่ยากครับ ขับรถตะลอนหาได้เลย แต่ระวังหน่อยตรงที่คนเมืองกาญขับรถน่ากลัวมาก ขับรถเร็ว ผมเองก็เกือบตายที่นี่แหละ หาจังหวะเลี้ยวแล้วรถฝ่าไฟแดงมา ผมตกใจจนแทบไปต่อไม่ได้ก็ทริปนี้หล่ะ แต่ก็ยังรอดมาได้ ปาฏิหาริย์จริงๆ ขอบคุณคุณยมทูติที่ยังไม่อยากเจอหน้าผม ฮ่าๆๆ

ทริปนี้ผมไปที่ไหนกันบ้าง

ประเดิมด้วยงานเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควก่อนเลยครับ วันที่ไปเป็นคืนสุดที่ที่มีการแสดงพอดีเลย เกือบพลาดแล้วเชียว หลังจากที่ขับมอไซค์ยาวๆจากกรุงเทพจนถึงเมืองกาญและได้ห้องพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง พอเก็บของเสร็จ อาบน้ำให้สบายตัว แล้วกะออกมาหาของกินกัน แล้วขับรถกันไปเรื่อยๆ แต่ไม่ยอมเลือกซักร้าน จนไปถึงจุดที่เค้ามีแสงไฟสว่างๆ และเสียงดังเหมือนพลุ(มารู้ทีหลังว่าเค้าโยนระเบิดลงน้ำ) ก็เลยขับตามไปดูว่าเค้ามีงานอะไร เผื่อจะหาของกินในงานได้บ้าง แล้วก็ดันแจ็คพ็อตเจองานนี้เข้าพอดี งานฉลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไม่รู้ชื่อทางการมันคืออะไรนะ แต่ผมเรียกแบบนี้เฉยๆ

River-Kwai-Bridge-night-time
งานเทศกาลฉลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว ธันวาคม 2015

สะพานข้ามแม่น้ำแคว(River kwai bridge)

สะพานข้ามแม่น้ำแควจากมุมอื่น
สะพานข้ามแม่น้ำแควจากมุมอื่น

อย่างที่บอก คืนแรกที่มาถึงกาญจนบุรีก็เจองานเทศกาลตรงสะพานแม่น้ำแควพอดี ก็เลยมีโอกาสได้เที่ยวกันตอนกลางคืนบริเวณจัดงานรอบๆสะพานข้ามแม่น้ำแควกัน เดินกันทั่วถึงเลยทีเดียว บรรยากาศดีมากครับ เหมือนได้เที่ยวงานวัดแบบใหญ่ๆ จนถึงใหญ่มาก งานนี้สองเกลอตะลุยงานประจำปีกันแบบเต็มอิ่มเลยครับ มีตั้งแต่งานแสดงแสงสีเสียง งานแสดงรถไฟสมัยเก่าๆ ร้านขายของเหมือนงานวัด ตลอดจนเครื่องเล่นสมัยใหม่ มีเรือไวกิ้งด้วยนะเออ ได้เสียวกันตลอดงานเลยทีเดียว งานแบบนี้จะมีเฉพาะช่วงงานประจำปีนี้ครับ ใครที่อยากไปเที่ยวชมงานก็ควรเช็ควันให้ดีก่อนไปเที่ยวนะครับ กันพลาดไว้เป็นดีที่สุด อย่าเอาอย่างพวกผมที่ไปกันแบบไม่ได้เช็คอ่ะไรเลย เดี๋ยวอดดูโชวสวยๆไม่รู้ด้วยนะเออ นอกจากการแสดงในช่วงกลางคืนที่สวยอลังการแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำแควในตอนกลางวันก็สวยน่าชมเหมือนกันนะครับ สวยแบบมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ซึ่งแน่นอนครับว่าผมก็ไม่พลาดที่จะแวะมาเก็บภาพในตอนกลางวันอีกรอบก่อนจะตะลอนหาที่พักสำหรับคืนถัดไป ก่อนที่จะวางแผนเที่ยวน้ำตกเอราวัณกันต่อ

น้ำตกเอราวัณ(Erawan national park)

น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี

น้ำตกนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตรครับ เท่าที่พวกผมรู้ พวกเราเลือกพักกันในเมืองเพราะขี้เกียจหาห้องพักใหม่ ขี้เกียจเก็บของ ก็เลยจองห้องไว้ 2 คืน แล้วอีกอย่างหนึ่งคือพวกเรากลัวว่าพอไปที่น้ำตกแล้วจะหาห้องพักลำบาก ก็เลยไม่เช็คเอาท์ออก เก็บของไว้ห้องเดิมนั่นแหละ แต่ก็เหมือนว่าพวกเราจะคิดผิด เพราะระหว่างทางที่ไปน้ำตกนั้นมีห้องพัก มีรีสอร์ทให้เลือกระหว่างทางเยอะเลยทีเดียว ไปกันคราวหน้าคงไม่ต้องกลัวแล้วหล่ะว่าจะหาห้องพักไม่ได้ ห้องพักมีเยอะซะจนเควิ่นแซวว่ามันมีเยอะกว่าในตัวเมืองอีก คราวหลังตรงมาน้ำตกเลยก็ได้ มีที่นอนแน่นอน ไม่ต้องกลัว

เส้นทางนี้นอกจากจะเป็นน้ำตกเอราวัณแล้วก็ยังมีเขื่อนศรีนครินทร์ที่อยู่ถัดกันขึ้นไปนิดหน่อยให้เราได้แวะชมวิวด้วยนะครับ พวกเราเลือกแวะเขื่อนก่อนแล้วค่อยลงมาเที่ยวน้ำตกกัน อยู่ไม่ไกลกันมาก ส่วนเรื่องรายละเอียดผมจะขอเล่าแยกเป็นทริปตะลุยน้ำตกเอราวัณอีกทีละกันนะครับ

วัดถ้ำเสือ(Tiger cave temple)

Buddha
Chedi

 

วัดนี้เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากครับ สำหรับพวกเรา ทั้งตัวผมเองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีวัดชื่อนี้ที่เมืองกาญด้วย ผมนึกว่ามันคือวัดเดียวกันกับที่กระบี่(ซึ่งผมเข้าใจผิด) ก็เลยไม่ได้วางแผนเที่ยวไว้ตั้งแต่แรก ถ้าคู่หูผมไม่บอกว่าจะไปดูวัดถ้ำเสือ ผมก็คงพลาดวัดนี้เหมือนกัน สำหรับวัดนี้ผมเล่าแยกไว้อีกบทความนึงนะครับ เพราะกลัวว่าบทความมันจะยาวเกินไป ยังไงก็ฝากติดตามอ่านกันได้ที่บทความ “ชวนเที่ยววัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี วัดสวยๆที่รวม 2 สไตล์เข้าด้วยกัน” นะครับ

ความประทับใจสำหรับทริปกาญจนบุรี

แม่น้ำแคว กาญจนบุรี
แม่น้ำแคว กาญจนบุรี

ทริปนี้สถานที่อาจจะน้อยนะครับ แต่เน้นความสนุกระหว่างทริปที่เราไม่ต้องเร่งรีบมากกว่า และเสียเวลาไปกับการเดินทางไปซะเยอะเลย เกือบครึ่งวันสำหรับการเดินทางไปแต่ละที่ บวกกับการศึกษาข้อมูลมาน้อยมากถึงมากที่สุด ทำให้เสียเวลาหาข้อมูลซะเยอะเลย เอาตรงๆก็คือไม่ได้หาข้อมูลอะไรเลยมากกว่า ส่วนใหญ่จะถามคนท้องถิ่นมากกว่าว่ามีอะไรน่าเที่ยวบ้าง มาเที่ยวเมืองกาญเค้าไปที่ไหนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ผมนี่แหละครับที่ต้องเป็นคนถาม เพราะถ้าปล่อยให้คู่หูอย่างเควิ่นเป็นคนถามคงไม่ต้องไปเที่ยวไหนกันพอดี เพราะฮียังใช้ภาษาไทยไม่ได้ ทริปนี้ผมก็เลยต้องพูดเยอะเป็นพิเศษ แต่ผมก็ดีใจที่มีเพื่อนเที่ยวนี่แหละครับ ไม่ต้องลุยคนเดียวเหมือนทริปก่อนๆ หลงทางก็หลงด้วยกัน(ถึงส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนพาเพื่อนหลงก็เหอะ ก็ผมเป็นคนขับ) หาที่พัก หาที่เที่ยวก็ช่วยกันหา อันนี้เป็นความประทับใจหลักๆของทริปนี้เลยครับ ถึงจะเหนื่อยกว่าทริปอื่นๆเพราะขับมอไซค์ระยะไกลไปหน่อยก็เถอะ

เที่ยวกระบี่ ลองไปดูซักครั้งแล้วคุณจะหลงรัก

ทริปนี้บันทึกเรื่องราวการเที่ยวกระบี่ของตัวผมเองนะครับ พฤศจิกายน 2015 เป็นผลพลอยได้จากการไปแจมทริปของเพื่อนผมอีกทีนึง ไม่ได้วางแผนเองเลยด้วยซ้ำ เริ่มจากผมออกจากงานเพราะความเบื่อกับหลายๆเรื่องราว ความเหนื่อยล้าต่างๆ รวมถึงความอินดี้ส่วนตัวที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง(แต่ผมก็ทำไปแล้ว)
นิสัยเสียของผมอย่างนึงคือการเที่ยวแบบไม่มีแผน ทั้งที่ผมก็คิดว่าการวางแผนก่อนออกเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี แต่พอเอาเข้าจริงผมก็แค่แพ็คกระเป๋า จองตัวเครื่องบิน แล้วก็ Go!! หลายๆทริปของผมก็ไม่ค่อยต่างเท่าไหร่ T_T

อ่าวนาง กระบี่
อ่าวนาง กระบี่

ความดีความชอบของทริปนี้เลยยกเครดิตให้เพื่อนๆผมจากเยอรมันแทนครับ เค้าเตรียมตัวกันมาดีมาก มีแผนเป๊ะสุดๆ จองตั๋วไปกลับ กรุงเทพ – กระบี่ ไว้เรียบร้อย จองรีสอร์ทไว้เสร็จสรรพ แถมยังมีจองทัวร์ดำน้ำลึกไว้ด้วยนะเออ ผมนี่สบายเลยครัชงานนี้ แบกเป้อย่างเดียว ถึงเวลาก็เหมาแท็กซี่จากสีลมไปสุวรรณภูมิอย่างเดียวเลย จริงๆอยากไป Airport Link ด้วยซ้ำ เพราะคิดว่ามันประหยัดดี แต่กระเป๋าแต่ละคนช่างใบใหญ่เสียเหลือเกิน แถมหลายใบอีกต่างหาก เลยต้องเหมาแท็กซี่ไป 500 บาทถ้วน ตรงดิ่งถึงสนามบินเลย ทริปนี้ได้รูปมาเยอะมาก แต่คงลงไม่หมด คงต้องอัพไว้ที่ Facebook แทนละกัน

ทริปนี้ผมไปเที่ยวไหนกันบ้าง?

หลังจากออกจากกรุงเทพตอนเย็นๆ อีกราวๆชั่วโมงนิดๆก็ถึงกระบี่แล้วครับ ไวจริงอะไรจริง อันนี้เป็นทริปแรกที่นั่งเครื่องนะครับ ตื่นเต้นจริงๆแฮะ เกิดมาก็เพิ่งเคยนั่งนี่หล่ะ เสียวท้องดี ชอบความเสียว ฮ่าๆๆ

ถึงกระบี่ปุ้บก็เดินไปรับกระเป๋าสัมภาระเลย ดีหน่อยที่งานนี้มีเพื่อนๆไปด้วย เลยไม่เป๋อมาก เดินตามเพื่อนอย่างเดียว เดินออกมาหารถก็เจอแต่คนที่มารอรับลูกค้าเต็มไปหมด น่าปวดหัวชะมัด เดินฝ่าฝูงชนออกมาข้างนอกค่อยหายใจโล่งหน่อย หลังจากนั่นไอ้คุณเพื่อนที่ไปด้วยก็ไปเจรจากับแท็กซี่ได้มาคันนึง ฮีจ่ายไป 500 เหมาไปส่งถึงรีสอร์ทเลย สบายเลยเราจ่ายอย่างเดียว ไม่ต้องลำบากถามหารถเอง(ลำบากใจตอนถามราคาแล้วปฏิเสธเค้าไปนี่แหละ แต่คนที่ไปด้วยมันไม่ลำบากใจ มัน say no ได้แบบแสกหน้าเลย)

อ่าวนาง กระบี่

ตลอด 2 อาทิตย์ของทริปนี้ อยู่อ่าวนางตลอดครับ อันนี้ฐานทัพหลัก สถิตย์กันอยู่นี่ยาวๆ  ไปไหนมาไหนก็สะดวกหมด มีถนนคนเดิน มีหาดสวยๆเพียบ ผับบาร์รายล้อม ร้านอาหารเต็มไปหมด มีทุกสัญชาติ เรียกได้ว่าเหมาะแก่การเที่ยวพักผ่อนจริงๆ ให้ตายสิโรบิ้น

พีช ลากูน่า รีสอร์ท
พีช ลากูน่า รีสอร์ท

รีสอร์ทที่พักอยู่ไม่ไกลจากหาดอ่าวนางมากครับ จะออกข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ ถ้าออกหน้ารีสอร์ทก็ไกลหน่อย ต้องเดิมตามถนนหน้ารีสอร์ท เดินเลียบไปตามถนนผ่านหน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวไปนิดหน่อยก็ถึงหาดล่ะ เดินราวๆครึ่งกิโล แต่ถ้าออกประตูหลังรีสอร์ทก็เหมือนทางลัด แป้บเดียวถึง หอบผ้าขนหนูจากรีสอร์ทไปปูนอนอาบแดดได้เลย ชิลๆดี

Art-on-the-sands
ศิลประบนหาดทราย อ่าวนาง กระบี่

น้ำตกห้วยโต

น้ำตกนี้สูงลิ่วได้ใจมาก น้ำเย็นสุดๆ วิวสวย อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองกระบี่มาก บึ่งมอไซค์ไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง แต่ที่มันไม่ถึงเพราะผมหลงทาง มาร์คผิดจุด เตลิดไปไกลเลยทีเดียว พอถึงน้ำตกแบตมือถือผมก็หมดพอดี วัยรุ่นเซ็งเลย อดได้ภาพสวยๆเลยงานนี้ คงมีแก้ตัวรอบหลังอีกที ได้แต่เล่นน้ำกันให้สะใจแล้วกลับห้องไปนอนกันตามระเบียบ

วัดถ้ำเสือ

วัดนี้ไปกันตอนเช้าครับ เนื่องจากเพื่อนคนนึงในแก๊งผุดไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมา เพราะวันก่อนที่เช่ามอไซค์ไปน้ำตกห้วยโตกันมาแล้วยังใช้ไม่คุ้ม ฮีบ่นเสียดาย เลยเสนอไอเดียมาว่า เราไปวัดถ้ำเสือกันตอนเช้าดีมั้ย? แล้วค่อยกลับมากินข้าวเช้ากัน และทุกคนดันเห็นดีเห็นงามด้วยซะงั้น

วัดถ้ำเสือ กระบี่
วัดถ้ำเสือ กระบี่

วัดนี้ไฮไลท์อยู่ตรงยอดเขามากกว่าครับ รอบๆไม่ค่อยมีอะไรมาก เหมือนวัดทั่วๆไปที่มีทั้งวัดในแบบจีนและแบบไทยผสมกัน ทางขึ้นยอดเขาเป็นบันไดสำหรับเดินขึ้น รอบๆมีต้นไม้รายล้อม ร่มรื่นตลอดทาง สูงขึ้นไปหน่อยจะเจอฝูงลิงตลอดทางขึ้น ที่นี่เค้าห้ามให้อาหารลิงด้วยนะ คงเพราะกลัวมันทะเลาะกัน ระหว่างทางมีห้องน้ำให้แวะก่อนถึงยอดเขาด้วย สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวจริงๆเลยแฮะ และที่นี่ยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยี่ยมชมเยอะมาก ได้เจอคนจากหลากหลายที่ก็ไม่แปลกเลยจริงๆ

รูปปั้นบนยอดเขา วัดถ้ำเสือ กระบี่
รูปปั้นบนยอดเขา วัดถ้ำเสือ กระบี่

เหนื่อยสุดของทริปนี้ก็วัดนี้แหละครับ บันไดพันสองร้อยกว่าขั้น แถมชันอีกต่างหาก ตอนกลับลงมาถึงกับขาสั่นเลยทีเดียว แต่วิวด้านบนสุดยอดมาก ประทับใจไม่รู้ลืมจริงๆ กลับถึงห้องแค่นั้นแหละ อาหารเช้าโดนจัดการภายในไม่ถึงห้านาที ฮีฟาดเรียบ หลังจากนั้นก็สลบกันไปทั้งวัน ตื่นมาอีกทีก็หามื้อเย็นกินกันพอดี

อาหารเช้า หลังจากกลับจากเที่ยววัดถ้ำเสือ กระบี่
อาหารเช้า หลังจากกลับจากเที่ยววัดถ้ำเสือ กระบี่

ชายหาดถ้ำพระนาง

ชายหาด ถ้ำพระนาง กระบี่
ชายหาด ถ้ำพระนาง กระบี่

หาดนี้สวยใช้ได้เลยครับ น้ำใส หาดสวย เดินทางสะดวกด้วย เดินไปซื้อตั๋วเรือหางยาวที่อ่าวนางคนละ 200 เป็นตั๋วไปกลับอย่างละใบ ใช้ได้ทุกหาดทั้งจากหาดถ้ำพระนางและหาดไร่เลย์ สะดวกดีเหมือนกัน เป็นทริปแรกที่ได้นั่งเรือหางยาวด้วย ผมตื่นเต้นกับทุกทริปที่นี่จริงๆ หาดนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องของกินนะครับ เค้าขายบนเรือหางยาว มีทุกอย่างจริงๆ เรียกได้ว่ามาติดเกาะตรงนี้ก็ไม่อดตาย(ขอแค่มีตัง ฮ่าๆๆ) สุดทางเดินอีกด้านของหาดจะมีหน้าผาและถ้ำด้วย ในถ้ำมีศาลอะไรซักอย่าง คนท้องถิ่นนับถือกันมาก มีการนำปลักขิกและเครื่องเซ่นมาวางไว้เยอะมาก แล้วก็มีกิจกรรมปีนหน้าผาที่นี่ด้วย แต่ผมไม่ได้ลอง เวลาน้อยไปหน่อย

หาดไร่เลย์

หาดไร่เลย์ กระบี่
หาดไร่เลย์ กระบี่

หาดนี้สวยมากครับ นักท่องเที่ยวเยอะสุดๆ แต่คนไทยไม่ค่อยมีตามเคย ฝรั่งสวยๆหุ่นดีๆเยอะมาก เป็นปลื้มสุดๆ น้ำไม่ลึกมากด้วย ออกไปเล่นน้ำไกลๆได้ นอนอาบแดดก็ฟิน เสียดายที่ได้ไปแค่วันเดียวเอง ก่อนกลับกรุงเทพ แต่หลงรักหาดนี้ไปแล้วหล่ะ หวังว่าจะได้กลับไปอีกซักครั้งถ้ามีเวลาว่างพอ(ไม่ว่างก็จะหาทางไปจนได้แหละ)

หาดไร่เลย์ อ่าวนาง กระบี่
หาดไร่เลย์ อ่าวนาง กระบี่

ดำน้ำที่เกาะพีพี

ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา
ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา

ออกสตาร์ทจากท่าเรือที่หาดนพรัตน์ธาราด้วยเรือหางยาว แล้วไปขึ้นเรือกลางทะเลเพื่อตรงดิ่งไปเกาะพีพีเป็นอะไรที่สุดยอดมากสำหรับทริปนี้ของเลยครับ ถึงจะไม่อยากตื่นเช้าเท่าไหร่ก็เหอะ

กลางทะเล ระหว่างทางไปเกาะพีพี
กลางทะเล ระหว่างทางไปเกาะพีพี

ทริปนี้เป็นทริปแรกที่ผมหัดส่องใต้ทะเล ไม่รู้ภาษาไทยเรียกว่าอะไร แต่เพื่อนผมมันเรียก Snorkeling คนสอนบอกง่ายนิดเดียว ไม่ยากเลย แค่หายใจด้วยปาก แต่ให้ตายเถอะ ผมกินน้ำเค็มไปเยอะมากกว่า กว่าจะทำเป็น แต่พอเป็นแล้วส่องเพลินเลยทีเดียว สุดยอดมาก ไปเกาะพีพีสองวันไม่ได้ถ่ายรูปเกาะเลย มัวแต่ส่องหาฉลามเสือดาว แต่ไม่ยักกะเจอซักตัวแฮะ

และที่พลาดมากอีกอย่างนึงคือ ผมดันลืมเตรียมกล้องที่มันถ่ายใต้น้ำได้ เป็นอะไรที่ยังเจ็บใจไม่หายเลยจริงๆ ฝากไว้ก่อนละกัน คราวหน้าไม่พลาดแน่นอน

รูปปั้นปลายักษ์ หาดอ่าวนาง กระบี
รูปปั้นปลายักษ์ หาดอ่าวนาง กระบี

ปิดท้ายทริปด้วยรูปพระอาทิตย์ตกกับรูปปั้นปลายักษ์ที่หาดอ่าวนางครับ แล้วก็….

Kniffel Game
Kniffel Game

Kniffel เล่นกันตลอดทริปเลยเกมนี้ เป็นเกมที่คนเยอรมันส่วนมากรู้จัก ไว้มีโอกาสจะเอามาสอนเพื่อนๆเล่นกัน

ถ้าใครชอบเที่ยวแบบไม่แพลนล่วงหน้าอะไรมาก แนะนำ Traveloka เว็ปไซต์จองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมออนไลน์ครับ ผมแนะนำลองใช้แอปเค้าดูครับ ไม่ต้องแพลนอะไรมากมาย เค้าเน้นความสะดวก รวดเร็ว ราคาก็ไม่แพงมาก สนใจจองที่พักกระบี่ ลองดูที่เว็ป Traveloka

 

คิดถึงเกาะล้าน ทริปแรกกับการเจอทะเลของผม

หลายคนอาจจะชินกับทะเลจนเป็นเรื่องปกตินะครับ แต่สำหรับมนุษย์ออฟฟีสอย่างผมนั้นไม่ชิน เพราะแต่ละวันทำแต่งาน อยู่แต่กรุงเทพ เมืองหลวงที่แสนวุ่นวายของประเทศเรา เรียกได้ว่ามนุษย์งานเต็มขั้นกันเลยทีเดียว ทริปนี้ไปกันตั้งแต่ปีก่อนๆแล้วครับ ต้นปี 2014 อยู่ๆก็คิดถึงทะเลขึ้นมาเลยอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับทริปแรกที่ได้เจอทะเลของผม มันอาจจะดูธรรมดา แต่มันก็พิเศษสำหรับผมเสมอ

เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา

ทริปนี้เตรียมกันมาอย่างดีครับ เพราะแต่ละคนต้องหาเวลาว่างให้ตรงกัน ทริปเล็กๆสำหรับพักผ่อน แต่เอาจริงๆผมตื่นเต้นสุดแล้วกับทริปนี้ เพราะมันเป็นการเที่ยวครั้งแรกของผม ถึงมันจะเป็นแค่ทริปธรรมดาของคนอื่นๆก็เถอะ ออกสตาร์ทกันที่กรุงเทพเลยครับ ตึกที่ทำงานผม แถวๆรถไฟใต้ดินรัชดาภิเษก (แต่จริงๆน้องสาวที่บริษัทขับรถมารับที่หอ เพราะอยู่ไม่ไกลกันมาก)

เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา

ออกจากกรุงเทพไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึงพัทยาแล้วครับ เป้าหมายอยู่ไม่ไกลมาก หาที่จอดรถกันให้วุ่นเลยทีเดียว เพราะสารถีของเราหาทางไปไม่เจอ แต่สุดท้ายก็เจอจนได้ วนอยู่พักนึง พี่ท่านก็พาไปถึงจุดหมาย ที่ฝากรถ ก่อนจะอพยพกันไปที่ท่าเรือเพื่อข้ามฟากไปเกาะล้าน ค่าตั๋วคนละ 30 บาทถ้วน ผมปลื้มกับราคานี้จัง ไม่ขูดรีดกันเกินควร

เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา

ถึงเกาะปุ๊บมีรถสองแถวของรีสอร์ทมาจอดรอรับเลยครับทริปนี้ ต้องขอบใจสาวๆเค้าที่จัดการเรื่องเลือกที่พักได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเดินทางสะดวกสุดๆ เป็นทริปที่ไม่ต้องผจญภัยอะไรมาก ยกเว้นตอนขับรถขึ้นเขาเพื่อไปเที่ยวชายหาดแต่ละที่ อันนั้นโหดสุดแล้วสำหรับผม(Scream out loud)

เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา

ทริปนี้ตะลอนเที่ยวหาดไม่เยอะครับ เน้นกิจกรรมภายในห้องพัก ฮ่าๆๆ ไปกันอยู่สองหาดหลักๆ โดยแว๊นมอไซต์กันชิลๆ (อันที่จริงไม่ชิลหรอกครับ เส้นทางโหดมาก เสียวๆกลัวหลุดโค้ง) ถึงปุ๊บผมวิ่งลงทะเลเลย OMG!! เค็มสมคำร่ำลือจริงๆ แถมเหนียวตัวอีกต่างหาก แต่ก็ดีใจที่ได้สัมผัสทะเลกับเค้าซะที เป็นปลื้มชะมัด

เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา

ทะเลที่นี่ค่อนข้างสวยมากครับ สำหรับผมในตอนนั้น แต่ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ น้ำไม่ค่อยใสเท่าที่ควร คงเพราะมีนักท่องเที่ยวเยอะเกินไป เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของคนกรุงเทพและนักท่องเที่ยวที่มาจากพัทยา เพราะอยู่ใกล้มาก เดินทางแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง เหมาะสำหรับพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นที่สุด

เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา

ทริปนี้อยู่กันไม่นานครับ วันหยุดหมดไวจริงๆ แต่ก็สนุกสุดๆสำหรับผมเลยหล่ะ ทริปแรกที่ได้เจอทะเลของผม แปลกดี แต่ก็เป็นความประทับใจและความทรงจำที่ดี และก็เป็นจุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยวของผม ผมเริ่มที่จะออกไปเจอโลกภายนอกมากขึ้น จากจุดเริ่มต้นเล็กๆจุดนี้ และได้เจอผู้คนอีกมากมาย

เกาะล้าน พัทยา
เกาะล้าน พัทยา

ส่วนใครสนใจจองที่พักพัทยาราคาไม่แพง แนะนำเลือกดูที่พักพัทยาได้ที่ Traveloka เป็นอีกตัวเลือกในการจองที่พักออนไลน์ครับ ไม่มีบัตรเครดิตก็จองได้ จะโอนเงินผ่านธนาคาร เคาน์เตอร์เซอร์วิสก็ได้ครับ มีหลายช่องทางชำระเงินให้เลือก แนะนำจองผ่านแอปครับ ราคาจะถูกกว่า

ครั้งแรกกับการเริ่มเที่ยวคนเดียว “เชียงใหม่” กับบรรยากาศปีใหม่

มีคนกล่าวไว้ว่าคนไปเชียงใหม่ไม่หนีร้อนก็หนีรัก(จริงๆไม่มีใครกล่าวไว้หรอกครับ ผมเพ้อเจ้อไปงั้นแหละ อย่าเชื่อผมมาก) ซึ่งผมว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่หรอกครับ ผมไปเพราะผมอยากไป มันก็แค่นั้นเอง นั่นแหละครับจุดเริ่มต้นของการออกเที่ยวคนเดียวของผม “เชียงใหม่” จุดเริ่มต้นของการกลายเป็นนักท่องเที่ยวสุดอินดี้ของผม จุดเริ่มต้นของการเดินทาง การพบปะผู้คน การออกค้นหาตัวตนของตัวเอง จุดเริ่มต้นของผมอยู่ที่นี่ครับ เชียงใหม่ ประเทศไทย

ทำไมถึงเป็นเชียงใหม่?

ถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเชียงใหม่ อันนี้ผมก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษกับที่นี่หรอกครับ รู้จักแค่ว่าเชียงใหม่คือจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ แล้วก็ไปได้ด้วยรถไฟกับเครื่องบินแค่นั้นเอง จริงๆผมเริ่มจากวันหยุดยาวที่ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน ถามเพื่อนๆเค้าก็ยังทำงานกันอยู่(ผมหยุดตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม) อยากไปเที่ยวไกลๆกรุงเทพฯซักที่ ชวนใครก็ไม่มีใครว่างไปด้วยซักคน คนที่อยากไปด้วยเค้าก็ไม่ว่างไปด้วยซักที ถึงจะรู้ว่าเค้าคงไม่ไปด้วยอยู่แล้ว เพราะงั้นก็ลองทำอะไรแปลกใหม่ ทำอะไรด้วยตัวเองมั่งดีกว่า ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องสนใจใคร ตะลุยโลกกว้างใบนี้ด้วยตัวเองดูซักตั้ง ยอมรับตามตรงว่าไม่ได้มีบุคคลตัวอย่าง ไอดอล แรงบันดาลใจอ่ะไรเทือกนั้น ไม่เคยมีอยู่ในหัวครับ อารมณ์ล้วนๆ มานั่งทบทวนในวันที่เราเจอเรื่องราวไม่คาดฝันที่เอาชีวิตไปเสี่ยงแล้วทำให้คิดได้ว่าในตอนนั้นเราทำแบบนั้นโดยไม่คิดให้ดีได้ยังไง ไม่แนะนำให้เอาเป็นตัวอย่างนะครับ ทำอะไรคนเราควรจะวางแผนให้ดี เผื่อเจอเรื่องเลวร้ายจะได้มีทางรับมือหรือหลีกเลี่ยงมันได้ สรุปสำหรับเหตุผลที่เป็นเชียงใหม่ก็คือ “อารมณ์พาไปครับ”

เดินทางยังไง?

train-ticket-to-chiang-mai
ตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่

เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแล้วไปหัวลำโพง นั่นคือภาพที่ผมจำได้ในวันนั้นครับ หลังจากผมนั่งอยู่หน้าคอมอยู่ดีๆแล้วหันไปคุยกับน้องชายตัวเองว่าอยากไปซักที่ที่อยู่ไกลๆกรุงเทพฯ รู้สึกเบื่อ อยากหนีความจำเจ บรรยากาศเดิมๆ ความวุ่นวาย และหลากหลายสิ่งที่อยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ ผมแค่อยากหลบไปพัก ไม่รู้ผมย้ำแบบนี้มากี่รอบแล้ว ถ้าเบื่อก็สะกิดบอกได้นะครับ ได้เป้เสื้อผ้าใบใหญ่แล้วผมก็มุ่งตรงไปหน้าปากซอยเพื่อรอรถเมย์สาย 8 เลยครับ มุ่งสู่สถานีรถไฟใต้ดินซักที่ เพื่อไปหัวลำโพง พอถึงแล้วก็มุ่งตรงไปช่องขายตั๋วอย่างเดียวเลย น้องคนขายตั๋วถามทันทีเลยว่าจะไปไหนครับ ผมก็ยืนยันเจตนาเดิมทันที “เชียงใหม่” น้องเค้าก็มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยครับ เพราะผมมาด้วยเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น มองแล้วส่ายหัว ผมก็คิดในใจนะ ว่าหมายความว่าไงฟะ แต่ไม่ได้พูด แล้วน้องเค้าก็บอกว่าเชียงใหม่หนาวมากเลยนะ จะไปแบบนี้เหรอ ผมก็เลยถึงบางอ้อว่าเค้ามองทำไม โอเค! ผมก็เลยต้องค้นเสื้อกันหนาวในกระเป๋ามาใส่มันตรงนั้นเลย ตามความหวังดีของน้องเค้า แล้วผมก็ได้ตั๋วรอบ 4 ทุ่มครับ จำเศษนาทีได้ ไม่ค่อยแน่ใจ เป็นตั๋วชั้น 3 มีที่นั่งให้ ถึงจะแข็งไปหน่อย แต่ก็พาไปถึงปลายทางครับ ราคาตั๋วราวๆ 271 บาท สบายกระเป๋าเลย ถึงเชียงใหม่ราวๆเกือบเที่ยงของอีกวัน สภาพยับเยินมาก เมื่อยเนื้อตัวสุดๆ ถึงสถานีขนรถไฟเชียงใหม่ปุ้บ หาที่นั่งพักหายใจซักแล้วก็เดินออกมาหน้าสถานี ณ จุดนี้โดนคนขับรถรับจ้างรุมจนทำอะไรไม่ถูกเลยครับ เลยถือโอกาสถามซะเลยว่ามาเที่ยวเชียงใหม่ต้องไปที่ไหนก่อน หาที่พักได้ที่ไหน บลา บลา บลา จนเค้าลากไปขึ้นรถ บอกว่าส่วนใหญ่ไปเริ่มกันที่ท่าแพ คนไม่รู้อะไรอย่างผมก็ได้แต่โอเค ตามเค้าไป ค่อยว่ากันอีกที นาทีนี้อยากนอนมาก เรียกร้องหาเตียงอย่างเดียวเลย

how-to-go-to-chiang-mai
ถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่แล้วครับ

หาที่พักยังไง?

ถึงท่าแพแล้วเค้าก็บอกให้ลงแบบงงๆ ผมก็ลงตามเค้าบอก เค้าบอกว่า “ถึงแล้วน้อง เนี่ยแหละท่าแพ” เอาล่ะเว้ยพอถึงท่าแพแล้วก็ยังไม่รู้จะไปไหนต่อเลยเลย เพราะไม่ได้หาข้อมูลอะไรมาก่อนจริงๆ เก็บเสื้อผ้าเสร็จก็มาเลย อย่างที่บอกในตอนแรก แล้วจะหาที่นอนยังไงล่ะเนี่ย จะไปไหนดี ไปยังไง คำถามเหล่านี้แหละที่วนเวียนอยู่ในหัวผม ง่วงก็ง่วง เหนื่อยก็เหนื่อย เอาแล้วไง ความเอาแต่ใจทำพิษล่ะ สมน้ำหน้าตัวเองเบาๆ แต่บังเอิญว่ามีคู่รักคู่นึงเค้าลงมากับผมด้วย สถานการณ์เดียวกันเป๊ะ เพิ่งมาครั้งแรก ไม่รู้จะไปที่ไหน ยังไม่ได้จองที่พัก ยังไม่ได้วางแผนเที่ยว เอาแล้วเว้ย อย่างน้อยก็ไม่ได้เจอเรื่องแบบนี้คนเดียว ผมก็เลยตีเนียนคุยกับเค้าไปเรื่อย ถามเรื่องที่พัก ที่เที่ยว ได้ความว่ารอบๆท่าแพนี่แหละ ที่พักเยอะสุดแล้ว เดินหาได้เลย พวกเราตกลงแยกย้ายกันหา(ทางใครทางมันนั่นเอง) แล้วพี่เค้าก็ขอแลกเบอร์ไว้ เผื่อไว้แชร์ข้อมูลกัน แล้วเราก็แยกย้ายกันไป เดินตะลอนรอบๆครับ สุดท้ายผมก็ได้ที่พักแถวนอกคูเมือง ราคาไม่แพง น่าประทับใจใช้ได้ ผมก็จองไป 2 คืน กะพักผ่อนวันนึง แล้วก็ตะลอนเที่ยววันนึง(แต่ก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะเที่ยวที่ไหนได้บ้าง) ระหว่างเช็คอินผมก็คุยกับพนักงานไปเรื่อยเปื่อย มาเชียงใหม่มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง เดินทางยังไง บลา บลา บลา ผมถามไปเรื่อยแหละครับ จำได้ไม่หมดหรอก ณ ตอนนั้นสังขารไม่พร้อม ง่วงนอนเต็มที่ ได้ห้องแล้วผมก็สลบยาวจนถึงเย็น

ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง?

เอาตรงๆคือผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเชียงใหม่เลย จังหวัดนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ผมรู้แค่ชื่อ ว่ามีดอยสุเทพ ดอยอ่างขาง และก็สารพัดดอยที่ผมไม่รู้เลยว่ามันอยู่ตรงไหน

ดอยปุย เชียงใหม่
ดอยปุย เชียงใหม่

ประทับใจอะไรเกี่ยวกับเชียงใหม่บ้าง?