ชวนเที่ยววัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี วัดสวยๆที่รวม 2 สไตล์เข้าด้วยกัน

ต่อเนื่องจากทริปกาญจนบุรีครับผม วันที่ 4 ของการตะลอนเที่ยวเมืองกาญ หลังจากเมื่อวานเราไปตะลอนเที่ยวน้ำตกเอราวัณกับเขื่อนศรีนครินทร์กันมา ทริปวันสุดท้ายก่อนจะลาเมืองนี้กลับกรุงเทพฯกัน แผนการเที่ยวของเราไม่มีอะไรมากครับ สำหรับวัดถ้ำเสือแห่งนี้ คุยกันไว้ว่าจะเข้าไปเก็บภาพและเยี่ยมชมสถานที่รอบๆ ก่อนหาที่พักกินข้าว แล้วค่อยแว้นกลับกรุงเทพฯกัน เป็นแผนการเที่ยวที่ไม่มีอะไรเลยตามประสาผมอีกนั่นแหละ แต่ดีหน่อยที่ผมมีคนเก่งเรื่องนำทางไปด้วย งานนี้ก็เลยไม่หลงทาง ยกความดีความชอบให้คู่หูผมเลยครับสำหรับทริปนี้

เริ่มจากเก็บข้าวของใส่กระเป๋า ไปเช็คเอาท์แล้วสอบถามรายละเอียดและเส้นทางไปวัดถ้ำเสือกับเจ้าของแพที่เราพักกัน ลุงเค้าก็ใจดีมากครับ แนะนำให้เราเสร็จสรรพ พร้อมให้แผนที่ใบเล็กๆมาด้วย แนะนำเส้นทางอย่างดี เสร็จแล้วเราก็ขอบคุณลุงกับป้าเจ้าของแพที่ดูแลพวกเรามาอย่างดีมา 2 คืน แล้วก็ลุยกันต่อครับ มุ่งหน้าสู่วัดถ้ำเสือที่เราตั้งเป้าไว้

วิวโดยรวม วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี
วิวโดยรวม วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี

เราเดินทางกันยังไง?

การเดินทางเป็นอะไรที่สะดวกมากครับ เส้นทางไม่ซับซ้อน มุ่งสู่ท่าม่วง ตามแผนที่ไปอย่างเดียว ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย ตามเส้นทางหลักไป รับรองเจอวัดถ้ำเสือตั้งเด่นเป็นสง่าแน่นอน ระหว่างทางเราก็เจอวัดสวยๆ เจดีย์ใหญ่ๆอลังการเยอะครับ คู่หูผมก็บอกให้หยุดเก็บภาพกันตามประสา เพราะบ้านฮีไม่มีวัดแบบนี้ให้ชมบ่อยนัก ฮีบอกที่ไอร์แลนด์ไม่ค่อยมีวัดเหมือนบ้านเรา อันนี้ผมว่าไม่แปลกนะ ถ้ามีสิ่แปลก ก็ฝั่งโน้นเค้าเป็นคริสต์ซะส่วนใหญ่ ไม่ใช่เมืองพุทธเหมือนบ้านเราที่จะได้มีวัดสไตล์พุทธเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด งานนี้ก็เลยกลายเป็นว่าขับมอไซค์กันไปเรื่อยๆ เจอวัดสวยๆก็หยุดเก็บภาพไปตลอดทาง จากที่ระยะทางไม่ไกลมาก กว่าเราจะไปถึงก็เจอแดดเปรี้ยงเผาเข้าให้ ถึงกับเหงื่อท่วมตัวกันเลยทีเดียว

องค์พระพุทธรูปถ่ายจากยอดของเจดีย์
องค์พระพุทธรูปถ่ายจากยอดของเจดีย์

วัดถ้ำเสือมีอะไรน่าสนใจบ้าง?

เห็นภาพสวยในโซเชียลและในเว็บไซต์มามากแล้ว เท่าที่ดูจากรูปก็เห็นครับว่าเป็นวัดที่สวยงาม อลังการงานสร้างมาก แต่พอได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆแล้วจะรู้สึกเลยครับว่ามันต่างออกไป นอกจากความสวยงามอลังการแล้ว สิ่งที่พวกเราได้สัมผัสคือบรรยากาศรอบๆวัดที่ร่มรื่น เย็นสบาย ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวมากมายเดินเต็มไปหมด แต่ภายในตัววัดก็ดีสงบ ร่มรื่น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความเคารพสถานที่ดีมากครับ ไม่ส่งเสียงดังทำลายความสงบของสถานที่ อันนี้เป็นความประทับใจอย่างหนึ่งเลยครับ

Buddha
Chedi

 

1. พระชินประทานพร

อันนี้เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าที่เราเห็นกันนั่นแหละครับ หลายๆคนนิยมไหว้พระขอพรกันหลังจากทีอุส่าดั้นด้นมาถึงกัน โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่มีความเชื่ออะไรเกี่ยวกับวัดกับพระมากมายนะครับ แต่ก็ไม่ได้หลบหลู่หรือทำอะไรทำนองไม่ให้เกียรติสถานที่ ผมก็เลยไม่ค่อยอินกับการไหว้พระขอพรเท่าไหร่ แต่ก็อดทึ่งในความยิ่งใหญ่อลังการขององค์พระพุทธรูปไม่ได้ เดินเก็บภาพกันอย่างเมามันเลยทีเดียว ทั้งไทยทั้งฝรั่งล่ะงานนี้

2. พระเจดีย์เกศแก้วปราสาท

ถัดจากองค์พระ อันนี้เป็นเจดีย์ทรงจีนครับ แว้บแรกที่เห็นรู้สึกเหมือนเจดีย์ในหนังจีนที่เคยดูสมัยเด็กเลยครับ ไม่นึกว่าจะเจอตั้งโดดเด่นเป็นสง่ากลางเมืองไทยเช่นนี้ อลังการงานสร้างไม่แพ้องค์พระพุทธรูปเลยครับ แถมด้านบนสุดขององค์เจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุด้วย งานนี้มีปีนครับ ปีนเจดีย์ขึ้นไปนมัสการ ไหนๆก็มาถึงที่แล้ว ออ อีกอย่างนึง วิวบนองค์เจดีย์นั้นสวยงามมากครับ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง จากหน้าต่างเจดีย์ รับรองว่าได้ภาพสวยๆแน่นอนครับ คอนเฟิร์ม

ภาพจากองค์เจดีย์ วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี
ภาพจากองค์เจดีย์ วัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี

สรุปทริปวัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี

สรุปสำหรับทริปวัดถ้ำเสือ อำเภอท่าม่วง กาญจนบรีกันนิดหน่อยครับ ทริปนี้เป็นทริปสำหรับวันสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับกรุงเทพกัน เราใช้เวลาในช่วงครึ่งวันแรกในการตะลอนเที่ยวเก็บภาพ เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยมอเตอร์ไซต์คู่ใจของเรา เป็นทริปที่สนุกมากครับ ผจญภัยนิดหน่อยด้วย สำหรับการขับรถบนถนนที่ไม่คุ้นเคย เกือบเอาชีวิตไม่รอดกันเลยทีเดียว แต่ก็ดีใจครับ ที่ผ่านมันมาได้ และยังคงได้เดินทางต่อสำหรับทริปต่อๆไปในอนาคต

สำหรับทริปนี้ก็ขอจบการเล่าเพียงเท่านี้ครับผม ขอบคุณสำหรับท่านผู้อ่านที่หลงเข้ามาอีกเช่นเคย เจอกันใหม่ทริปหน้าครับผม

1 คืน กับ 2 วัน ในเมืองเล็กๆอันเงียบสงบกลางหุบเขา “สังขละบุรี”

“สังขละบุรี” ชื่อนี้ได้ยินมานานแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้ไปเยือนกับเค้านี่หล่ะ เป็นทริปที่บังเอิญได้เหมาะเจาะจริงๆ หลังจากหลบไปอยู่ต่างจังหวัดพักใหญ่ๆ เพราะอารมณ์ติสอยากหลีกหนีเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ทริปนี้เป็นทริปแรกที่ได้เที่ยวกับเพื่อนๆซะด้วย ปกติจะลุยคนเดียวซะส่วนใหญ่ ตื่นเต้นนิดๆนะเนี่ย แต่ก็ดีเหมือนกัน มีคนถ่ายรูปให้ ไม่ต้องถ่ายเอง ฮ่าๆๆ เป็นปลื้มตรงนี้หล่ะ นอกจากนั้นยังมีสาวๆคอยจัดการเรื่องที่พักกับการเดินทางด้วย ยกความดีความชอบให้เค้าเลย สุดยอดจริงๆ
ข้อมูลไม่มีหรอกครับ สำหรับทริปนี้ ผมรู้แค่ว่าที่สังขละบุรีมีสะพานมอญแค่นั้นแหละ ไม่มีเวลาหาข้อมูลเลย กลับจากอุบลราชธานีด้วยรถไฟ ถึงกรุงเทพในตอนเช้า แล้วก็ไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิต่อเลย มุ่งสู่กาญจนบุรีครับผม สงสารร่างกายตัวเองมาก ถึกใช้ได้เลยแฮะเรา นั่งรถไฟข้ามคืนแล้วต่อรถตู้ไปเที่ยวได้เนี่ย ไม่ค่อยจะใจรักเล๊ย สาบานได้

การเดินทางไปสังขละบุรีไปกันยังไง?

Victory-Monument-Bangkok-Thailand
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร

ทริปนี้เรานัดกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิครับ หรือเรียกติดปากกันว่าอนุสาวรีย์ชัยนั่นหล่ะ สั้นดี มีกัน 5 ชีวิต 3 หนุ่ม 2 สาว ตัวผมเองไม่ค่อยได้วางแผนอะไรมาก ไปให้ทันตามนัดก็พอ ไปถึงก็เดินหาเพื่อนๆให้วุ่น หากันไม่เจอ คนเยอะเหลือเกิน ระหว่างเดินหาเพื่อนก็แชะภาพพระอาทิตย์ขึ้นไปด้วย นานๆทีจะมีโอกาสมาอนุสาวรีย์ชัยกับเค้ามั่ง วิวสวยใช้ได้เลยครับ ผมนี่เป็นปลื้มสุดๆเลยทีเดียว(เว่อร์ไปหน่อยแต่มันก็จริงนะ ไม่ได้โม้เลย) พอเจอกันครบทีมแล้วสาวๆก็พาไปซื้อตั๋วรถตู้มุ่งไปกาญจนบุรี สบายมากเลยทริปนี้ แต่มันไม่สบายตรงที่เราต้องนั่งรถตู้กัน 2 ชั่วโมงกว่าๆนี่หล่ะ เพื่อนๆน่ะไม่เท่าไหร่นะ แต่ผมนี่สิ่ นั่งรถไฟจนตูดด้านมาทั้งคืนแล้วนะ นั่งรถตู้ต่อนี่ถึงกะชาเลยครัช แต่ก็เอาวะ ไหนๆก็อยากไปอยู่แล้วนี่ สู้ต่อไปละกัน ราวๆ 2 ชั่วโมงก็ถึงเมืองกาญแล้วครับ หลับบ้างตื่นบ้างตลอดทาง เรียกว่าไม่ได้ดูข้างทางอ่ะไรหรอก ง่วงมากมายเลยงานนี้ ถึงแบบเบลอๆ

รถบัสจากกาญจนบุรีไปสังขละบุรี
รถบัสจากกาญจนบุรีไปสังขละบุรี
Van-to-Sangklaburi
รถตู้จากกาญจนบุรีไปสังขละบุรี

ถึงเมืองกาญปุ้บ ก็พากันเดินหารถไปสังขละบุรีต่อ งานนี้ผมแอบสงสัยนิดๆนะว่าสาวๆเค้าหาข้อมูลเรื่องรถมาบ้างแน่ๆเลย เพราะเจ้เค้ารู้ว่าคิวรถที่ไปสังขละบุรีมันอยู่ตรงไหน ไม่ได้เดินถามไปเรื่อยๆเหมือนที่ผมทำเวลาไปเที่ยวคนเดียว พอซื้อตั๋วแล้วรอซักพักนึงรถก็ออกครับ มุ่งสู่สังขละบุรี(จริงๆเค้าสุดสายที่ด่านเจดีย์ 3 องค์นะครับ) 3 ชั่วโมงกว่าแน่ะ กว่าจะถึง คุณพระ ตูดด้านหนักกว่าเดิมสิ่ท่าน น้ำตาจะไหล ระหว่างนั้นก็หลับๆตื่นๆตลอดทางอีกเหมือนเดิม แต่พอถึงโซนภูเขาเยอะๆ เท่านั้นหล่ะ หลับไม่ลงกันเลยทีเดียว รถตู้ขึ้นเขานี่สุดยอดจริงๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะสิ่ครัช เสียวไส้ใช้ได้เลย หลับไม่ลงแล้วหล่ะงานนี้ แต่วิวข้างทางสวยจริงๆครับ เห็นแล้วอยากแวะเก็บภาพสุดๆ แต่เค้าไม่จอดให้หรอก งานนี้ก็เลยอดเก็บภาพระหว่างทางไปตามระเบียบ แต่ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ เอาสังขารให้รอดจากโค้งพวกนี้ก่อนดีกว่า ปวดเศียรเวียนเกล้าใช้ได้เลยจริงๆ ดีที่ไม่อ้วก ไม่งั้นล่ะยุ่งเลย สุดท้ายก็ถึงสังขละบุรีกันโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณคนขับรถครับ ที่พาผมนั่งรถไฟเหาะมาเที่ยวซะไกล

หาที่พักในสังขละบุรียังไง?

Tom-Yam-Talay-and-Rice
ต้มยำรวมมิตร กับส้มตำข้างทาง มื้อเที่ยงสุดอร่อยของเรา
Where-to-go-in-Sangklaburi
ป้ายบอกทางระหว่างเดินหาที่พักในสังขละบุรี

ทริปนี้ถึงเป้าหมายแบบงงๆยังไงไม่รู้แฮะ ถามคนขับรถอยู่สองรอบเพื่อความมั่นใจ เมืองเค้าเงียบสงบดีจริงๆ มีร้านค้ากับร้านอาหารประปรายสองข้างทาง มีพี่วินมอไซค์อยู่ไม่ไกลจากจุดที่รถตู้จอดมาก แวะใช้บริการสะดวกถ้าขี้เกียจเดิน แต่บังเอิญพวกเราขยันบวกกับหิวโซกันแล้ว ก็เลยเดินหาของกินกันก่อนเลย กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ หาของกินใส่ท้องก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน เดินหาร้านอาหารกันซักพักก็เจอแถวๆตรงข้ามถนนคนเดินมีตลาดแถมมีร้านอาหารตามสั่งให้เลือกนั่งกันเยอะเลย ก็เลยตกลงพักเบรคกันที่นี่ ระหว่างนั่งกินข้าวกันก็หาที่พักไปด้วย ดูจาก Agoda บ้าง จากอินเตอร์เน็ตบ้าง ก็มีเยอะกันพอสมควร แต่ไม่ค่อยจะว่างเท่าไหร่ ราคาก็พอไหว ไม่โหดเกินไป แต่แอบสูงกว่าในเมืองกาญอยู่เหมือนกัน ก็สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวแหละ

Blue-hotel-in-Sangklaburi
ห้องพักสวยๆจากรีสอร์ทที่พวกเราเข้าพักสำหรับทริปนี้ ณ สังขละบุรี
Fancy-hotel-in-Sangkaburi
ห้องพักสวยๆจากรีสอร์ทที่พวกเราเข้าพักสำหรับทริปนี้ ณ สังขละบุรี

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็ได้เวลาออกหาที่พักแล้วครับ แต่เมืองนี้ดีอย่างหนึ่งคือผู้คนเค้าเป็นมิตรมาก ถามถนนหนทาง ถามหาที่พักเค้าช่วยแนะนำได้ดีเยี่ยมเลย เป็นจุดหนึ่งที่ผมปลื้มมากๆเลยทีเดียว เค้าไม่ใช่แค่ช่วยตอบคำถามนะครับ เค้าพาไปดูเลย ขับรถพาคนแปลกหน้าอย่างพวกผมนี่แหละไปดูห้อง ดูที่พัก ราคาห้องก็อยู่ประมาณ 800 บาท พอหารกันได้ ไม่โหดมาก ก็เลยได้มา 2 ห้อง เก็บข้าวเก็บของ แล้วก็พากันวางแผนเที่ยวกันต่อ ที่พักที่นี่ดีอย่างหนึ่งนะครับ นอกจากที่พักแล้วเค้ายังช่วยหารถ หามอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย เหมือนเค้ามีเครือข่ายของเค้าอยู่แล้ว สะดวกสบายสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราจริงๆ แถมราคาไม่แพงด้วย ตก 200 บาทต่อคันเอง พวกผมเช่ามา 2 คันครับ หมดไป 400 ตะลอนเที่ยวกันจนหนำใจหล่ะทีนี้

สถานที่ท่องเที่ยวในสังขละบุรีไปที่ไหนกันบ้าง?

ที่นอนก็มีแล้ว รถก็มีแล้ว ท้องก็อิ่มแล้ว พักเอาแรงกันซักพักรอแดดร่มลมตกกันซักพักแล้วค่อยออกตะลุยเที่ยวกัน เล่าถึงที่เที่ยวกันหน่อยดีกว่า อันนี้ขาดไม่ได้เลยครับ เพราะพวกเรามาเที่ยว(เป้าหมายหลักๆ) อันดับแรกนี่ไม่ต้องคิดเลยครับ มุ่งสู่สะพานมอญเลย สัญลักษณ์ของเมืองนี้เลยนี่เนาะ ไม่พลาดอยู่แล้ว ด้วยความที่เมืองนี้ไม่ใหญ่มาก เราเลยไปไหนมาไหนได้สะดวกมาก ที่พักก็ไม่ไกลจากตัวสะพานมอญมากนัก จริงๆเดินไปก็ได้ครับ แต่อาจจะหมดพลังงานไปเยอะหน่อย เราก็เลยเลือกขับมอไซค์ไปดีกว่า เก็บแรงไว้ตะลุยเที่ยวกัน จะได้ไม่เหนื่อยกันมาก

Saphan-Mon-Sangklaburi
บรรยากาศยามเที่ยง ณ สะพานมอญ สังขละบุรี
Saphan-Mon-Sangklaburi-II
สะพานไม้ที่ถูกตัดขาดซึ่งตอนนี้ถูกใช้เป็นท่าเทียบเรือ สวยไปอีกแบบ

ตัวสะพานมอญนั้นทางลงค่อนข้างลาดชันพอดูเลยครับ แต่ก็สามารถขับมอไซค์ลงไปได้ ไม่ต้องเดินไกลมาก(ตอนขึ้นค่อยเดินขึ้นเอา) ตัวสะพานเป็นสะพานไม้ขนาดใหญ่เหมือนที่เราเห็นกันในรูปนั่นแหละครับ บนตัวสะพานนั้นนักท่องเที่ยวเยอะมาก เดินขวักไขว่กันทั่วไปหมด ตัวผมเองยังแอบสงสัยเลยว่าภาพโปสการ์ดสวยๆที่เค้าถ่ายสะพานแล้วไม่มีคนบนสะพานเค้าถ่ายกันตอนไหน เพราะคนเยอะมากจริงๆ แต่ก็สวยมากครับ ถึงจะมีคนเดินเต็มไปหมดก็ตาม ผมว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะ ดูมีชีวิตชีวาดี

First-underwater-Temple-in-Sangklaburi
วัดใต้บาดาลของชาวมอญที่พวกเราล่องเรือไปชมกัน
Second-underwater-temple-in-Sangklaburi
อีกหนึ่งวัดที่เราไปชมกัน วัดนี้เป็นวัดที่สอง
Third-underwater-temple-in-Sangklaburi
วัดที่สามที่เราล่องเรือไปเยี่ยมชม อยู่ไกลจากฝั่งนิดหน่อย

ก่อนทางเข้าสะพานเค้าจะมีพวกทัวร์ท้องถิ่นไว้บริการด้วยนะครับ ราคาไม่แพงมาก ส่วนใหญ่จะต้องเหมาเป็นรอบ มีทั้งทัวร์รอบเมืองเอง หรือจะไปเที่ยวฝั่งพม่าก็มีไว้บริการครับ ที่พวกเราเลือกไปกันก็คือล่องเรือชมวัด รอบละ 500 บาท ดีนะที่ไปกัน 5 คนพอดี เลยหมดกันคนละร้อยเอง คุ้มมากมายสำหรับตะลอนเก็บภาพวัดของชาวมอญสวยๆกลางน้ำ จุดที่เราไปกันมี 3 จุดครับ เป็นวัดเก่าแก่ของชาวมอญเค้า สวยแปลกตาดีครับ เป็นครั้งแรกที่ผมเคยเห็นจริงๆ เพราะปกติผมจะชอบเที่ยวทางภาคเหนือแล้วก็ภาคอีสานซะมากกว่า วัดที่เห็นบ่อยจึงเป็นสไตล์ล้านนา แล้วก็สไตล์ขอม เรียกได้ว่าแปลกตาไปอีกแบบจริงๆ ใครที่มีโอกาสแวะไปก็อย่าลืมไปลองล่องเรือเที่ยวดูนะครับ แต่อาจจะต้องเหนื่อยนิดนึงนะ เพราะวัดที่ 3 ที่เราไปกันนั้นต้องเดินขึ้นไปนิดหน่อย ทางขึ้นค่อนข้างไกลจากริมน้ำพอสมควร แต่คนชอบไหว้พระน่าจะชอบนะ เพราะตัววัดดูขลังดี จบจากล่องเรือเที่ยว 3 วัดนี้เราก็กลับเข้าเมืองเพื่อหาอ่ะไรใส่ท้องกันอีกรอบ(พูดเหมือนไกล จริงๆก็ขับมอไซค์แปปเดียวเอง) เดินเล่นถนนคนเดินกันนิดหน่อย เสร็จแล้วก็กลับที่พักแล้วก็แยกย้ายกันหลับเอาแรง เป็นอันจบคืนแรก

Pancake-in-Sangklaburi
มันคือแพนเค้ก? พักเบรครอชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานมอญ
Sweet-in-Sangklaburi
ขนมอะไรซักอย่าง? พักเบรครอชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานมอญเหมือนกัน

เช้ามาผมแอบไปเก็บภาพรอบๆสะพานมอญกับสะพานเหล็กอีกรอบ(เพื่อนๆตกลงกันว่าจะไปใส่บาตรตอนเช้า แต่ไม่ยักกะมีใครตื่น) บรรยากาศดีมากมาย กลับมาอาบน้ำเตรียมตัวไปเที่ยวต่อ คราวนี้เราแว้นไปชมเจดีย์พุทธคยากันครับ ตัวเจดีย์โดดเด่นเห็นแต่ไกลมาก มองเห็นกันตั้งแต่ตอนไปล่องเรือชมวัดใต้น้ำแล้วครับ อยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ตรงข้ามกับที่เราพักกัน แต่ก็เดินทางสะดวกครับ ขับรถไปไม่นานก็ถึง คุ้มค่ามากที่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ใครที่ชอบไหว้พระขอพร อันนี้ผมแนะนำเลยครับว่าให้ลองไปเยือนซักครั้ง เจดีย์สวยงามจริงๆ และนอกจากตัวเจดีย์พุทธคยาแล้วบริเวณรอบๆก็มีร้านขายของที่ระลึกสวยๆมากมายเลยครับ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ งานฝีมือต่างๆเยอะมาก สวยๆทั้งนั้นเลย

Chedi-Puthakaya-Sangklaburi-III
มุมหนึ่ง ณ เจดีย์พุทธคยา
Chedi-Puthakaya-Sangklaburi-II
ป้ายรายละเอียดเกี่ยวกับเจดีย์พุทธคยา
Chedi-Puthakaya-Sangklaburi
ภาพระยะประชิดของเจดีย์พุทธคยาที่ไปเยี่ยมชมกัน

อีกที่หนึ่งที่เราแวะไปเที่ยวกันคือวัดวังก์วิเวการามครับ อยู่ถัดจากเจดีย์พุทธคยาไม่ไกลมาก แวะพักกันที่นั่น ตะลอนเก็บภาพกันนิดหน่อย แล้วก็กลับที่พักกัน เพราะเราต้องเช็คเอาท์กันก่อนเที่ยงครับ ก็เลยต้องทำเวลากันหน่อยนึง

งบประมาณและค่าใช้จ่ายโดยรวมหมดไปเท่าไหร่?

หลังจากตะลอนเที่ยวกันจนเต็มอิ่มแล้วขอสรุปเรื่องค่าใช้จ่ายกันหน่อยดีกว่า ทริปนี้ส่วนใหญ่หมดไปกับค่ารถซะส่วนใหญ่ครับ ค่ารถตู้จากกรุงเทพถึงกาญจนบุรีหมดไป 120 บาทครับ แล้วก็จากเมืองกาญจนบุรีไปสังขละบุรีอีก 175 บาท ค่าที่พักกับค่าเช่ารถหมดไปคนละ 400 บาท ค่าทริปล่องเรือหมดไปอีกคนละ 100 บาท ค่ารถขากลับจากสังขละบุรีมากาญจนบุรีก็หมดไป 175 บาท จากตัวเมืองกาญจนบุรีมากรุงเทพอีก 110 บาทถ้วน สรุปแล้วโดยรวมหมดไป 1000 บาทนิดๆ ถือว่าคุ้มสุดๆเลยครับสำหรับทริปนี้ แต่อันนี้ไม่รวมค่ากินกับค่าของฝากนะครับ ดีหน่อยที่ผมไม่ใช่ขาช็อปปิ้ง ไม่งั้นมีการหมดตัวเกิดขึ้นแน่ๆ ของที่ระลึกสวยๆเยอะมากจริงๆ

Van-ticket-to-Bangkok
ตัวรถขากลับจากกาญจนบุรี
Van-to-Bangkok
บอร์ดราคาค่ารถกลับจากกาญจนบุรี

 

ความประทับใจในเมืองเล็กๆแห่งนี้ “สังขละบุรี”

เล่ามาซะยาวเลย ขอเล่าต่ออีกซักหน่อยดีกว่า เกี่ยวกับความประทับใจในเมืองเล็กๆกลางหุบเขาแห่งนี้ ความประทับใจแรกคือทิวทัศน์ที่สวยงามครับ รายล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สุดยอดจริงๆให้ตายเถอะ ผมตกหลุมรักตั้งแต่เห็นสะพานมอญแล้ว เป็นเมืองที่ดูสงบแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนเป็นมิตรมาก ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี เป็นอ่ะไรที่ประทับใจมากครับ โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องการไหว้พระทำบุญอ่ะไรมากมายนะครับ ผมตกหลุมรักที่นี่เพราะผู้คนที่นี่น่ารักนี่แหละ เป็นเสน่ห์ที่สุดยอดจริงๆ ไม่ค่อยได้เจอในเมืองใหญ่ๆเท่าไหร่นัก การเดินทางราวๆ 5 ชั่วโมงของผมนั้นคุ้มค่าสุดๆครับ ลองแวะไปสัมผัสดูซักครั้งนะครับ ไม่ต้องเชื่อผมมากก็ได้ พิสูจน์มันด้วยตัวของคุณเอง และแน่นอนครับว่าผมจะกลับไปอีก ถ้าผมมีโอกาส

ภาพมุมกว้างสวยๆของสะพานมอญ สังขละบุรี
ภาพมุมกว้างสวยๆของสะพานมอญ สังขละบุรี

สำหรับทริปนี้ก็คงจบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณเพื่อนๆร่วมทริปที่น่ารักทุกคน ขอบคุณที่ร่วมสร้างทริปดีๆด้วยกัน ขอบคุณเมืองเล็กๆแห่งนี้ที่มีอยู่บนโลก(เว่อร์ไปล่ะ)ให้ผมได้มีโอกาสไปเยือน ขอบคุณรีสอร์ทน่ารักๆที่อยู่แลพวกเราอย่างดีอย่างศรีเพ็ชร์รีสอร์ท ทั้งเรื่องที่พักและช่วยหารถเช่าให้ แถมยังไปส่งพวกเราถึงคิวรถตู้กลับบ้านอีก ขอบคุณคนขับรถที่พาพวกเราเดินทางอย่างปลอดภัยครับ ถึงมันจะหวาดเสียวไปหน่อยก็เถอะ(เพราะทางขึ้นเขามันโค้งเยอะนะครับ ไม่ใช่เพราะเค้าขับเร็วมาก) แล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่หลงเข้ามาอ่านนะครับ เจอกันใหม่ทริปหน้าครับ

ทริปแรกสุดอึดของผม 4 วัน 3 คืน สองเกลอตะลุยกาญจนบุรี

ทริปนี้ผมเองก็ไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับกาญจนบุรีมากเท่าไหร่ครับ แต่ใจมันบอกว่าอยากไป ฮ่าๆ ไม่ค่อยดีนะครับ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะไปเที่ยวที่ไหนเราก็ควรวางแผนกันดีๆก่อน จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน(ว่าไปนั่น) ผมไปกันตอนต้นเดือนธันวาคม 2015 ครับ จากที่ได้ยินมากาญจนบุรีนั้นมีสถานที่เที่ยวค่อนข้างเยอะ เกี่ยวกับพวกน้ำตก อุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ทางรถไฟสายมรณะ สุสานทหาร และสถานที่ระรึกเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมรู้ข้อมูลคล่าวๆแค่นี้จริงๆ แต่วิธีการเดินทางผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย คิดว่าไปด้วยรถไฟน่าจะสะดวกสุด ค้นหาข้อมูลแล้วผมต้องไปขึ้นรถไฟที่ฝั่งธน(สถานีกรุงเทพ) เพื่อไปกาญจนบุรี

แม่น้ำแคว กาญจนบุรี
แม่น้ำแคว กาญจนบุรี

แต่!!! พอผมมาดูแผนที่จากกรุงเทพไปกาญจนบุรีแล้วมันแค่ 100 กว่าโลเอง ผมคิดว่าผมขับรถจักรยานยนต์ไปเองน่าจะสะดวกกว่ามั้ย? ไปถึงจะได้ไม่ต้องหารถให้วุ่นวาย ผมขี้เกียจต่อรถด้วย(ผมเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความวุ่นวายในการหารถที่เชียงใหม่ ต้องต่อรถจี๊บแดง ไปท่าแพแล้วเดินหาร้านเช่ารถ ซึ่งผมคิดว่ามันเสียเวลามาก แถมหงุดหงิดอีกต่างหาก บวกกับตอนที่ผมเรียนนั้นบ้านผมกับมหาลัยที่เรียนนั้นห่างกันประมาณนี้เหมือนกัน เวลากลับบ้านทีผมก็ขับมอไซค์กลับชิลๆ) ผมกับเพื่อนก็เลยตกลงกันว่าเราขับรถมอไซค์ไปกันเองก็ได้ ใกล้แค่นี้เอง เหนื่อยก็แวะพักระหว่างทางได้ ไปกันเอง ซึ่งดันไปถูกใจคุณเพื่อนตัวดีเข้าเต็มๆ จะเรียกว่ามันก็เดี๋ยวมีคนหาว่าผมถ่อย เรียกฮีแทนละกันเนาะ บ้านฮีอยู่ไอร์แลนด์ มาตะลอนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้กรุงเทพเป็นฐานที่มั่น ปักหลักอยู่กรุงเทพแล้วบินตรงไปเมืองหลวงของแต่ละประเทศ จากนั้นค่อยแบ็คแพ็คอีกทีนึง ฮีเพิ่งกลับจากพม่าพอดี เผอิญว่างอยู่เกือบอาทิตย์ ก่อนจะไปแบ็คแพ็คลาวกับเวียดนามต่อ แล้วฮีบ่นอยากหนีจากกรุงเทพตามแบบฉบับนักท่องเที่ยวของฮีนั่นแหละ ทริปสุดผจญภัยของเราก็เลยบังเกิด เรียกได้ว่าทั้งเสี่ยงตายทั้งสนุกเลยหล่ะ

ทริปนี้ผมเดินทางกันยังไง

ทริปนี้ผมเริ่มออกจากบ้านที่ลาดพร้าวมุ่งไปเพชรเกษมเพื่อออกไปนครปฐมให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะผมดูข้อมูลเส้นทางจากอากู๋แล้วมันดูไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ เป็นถนนเส้นเดียวยาวๆเกือบถึงตัวเมืองกาญจนบุรีเลย ภารกิจหลักของเราก็เลยกลายเป็นหาวิธีไปนครปฐมให้ได้ก่อนเลย เพื่อความชัวร์ว่าเราจะไปถูกทาง แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ สกิลในการเดินทางของผมนั้นห่วยขั้นเทพ เซนส์ในการเลือกเส้นทางของผมนี่เป็นอ่ะไรที่แย่มาก จากประสบการณ์ที่ผ่านมา(ก่อนหน้านั้นผมเคยเช่ารถขับที่กระบี่และเชียงใหม่มาแล้ว บอกได้เลยว่าหลงทางเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว เอาไว้เดี๋ยวผมจะมาแชร์ประสบการในโอกาสหน้าก็แล้วกัน) กว่าจะหาทางไปเพชรเกษมได้ผมก็หลงอยู่ในกรุงเทพตั้งหลายรอบ ไปเลือกเลี้ยวผิดตรงวงเวียนใหญ่อยู่รอบนึง รอบสองถึงไปถูก จากนั้นวิ่งตรงอย่างเดียวตามเส้นเพชรเกษมทีเค้ากำลังทำรถไฟฟ้าอยู่พอดี วิ่งยาวๆกันเลยทีนี้ ไม่หลงแล้ว บางแค สายหนึ่ง สายสอง สายสาม บลา บลา บลา

พระปฐมเจดีย์ นครปฐม
พระปฐมเจดีย์ นครปฐม

ราวๆชั่วโมงกว่าๆก็ถึงนครปฐมครับ ระหว่างทางก็เห็นป้ายสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะไปหมด ใจก็อยากจะแวะ แต่ก็ต้องมั่นใจว่าจะถึงปลายทางก่อนมืดค่ำ เพราะว่าไม่ได้จองห้องพักอ่ะไรเลย กะไปหาเอาข้างหน้าอย่างเดียว โดยหลักๆผมจะใช้ agoda.com ในการค้นหาโรงแรม แล้วเข้าไปถามเลยว่ามีห้องว่างมั้ย(ซึ่งส่วนมากแล้วมักจะมีห้องว่าง และราคาก็เท่ากับที่เขียนไว้ในเว็บตอนลดราคาสุดๆนั่นแหละ อันนี้ก็เป็นทริคอย่างนึงในการหาห้องพักของพวกเรา ระหว่างทริปนี้) ถึงนครปฐมพวกเราไปเจองานเทศกาลฉลององค์พระปฐมเจดีย์พอดี ก็เลยพักเบรคกันที่นั่น แล้วเดินเที่ยวรอบๆ ถ่ายรูป หาของน้ำหาของกินกันราวๆชั่วโมงนึง เจดีย์ที่นี่ใหญ่จริงๆครับ อลังการงานสร้างมาก ตื่นตาตืนใจพวกเราจริงๆ พอกันเลยทั้งคนไทยทั้งฝรั่ง ฮ่าๆๆ

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ได้เวลาหาที่หลับที่นอนกันซะที ตอนแรกคุยกันว่าจะหาที่พักในเมืองนครปฐมซักคืนแล้วค่อยไปต่อ เพราะมันค่อนข้างเย็นมากแล้วเวลาตอนนั้นก็ราวๆหกโมง แต่พอตะลอนหาห้องพักแล้วมันดันไม่ถูกใจซะที บางที่ก็ราคาสูงเกินจริงไปหน่อย ก็เลยตกลงกันว่าไปเมืองกาญกันเลยดีกว่า เจอระหว่างทางค่อยพัก ซึ่งก็ถือว่าโอเคระดับนึง ได้โรงแรมในราคา 450 บาท ซึ่งถือว่ารับได้ทั้งสองฝ่าย ขับรถกันจนถึงเมืองกาญจริงๆ กว่าจะได้ห้องพัก ห้องพักหาไม่ยากครับ ขับรถตะลอนหาได้เลย แต่ระวังหน่อยตรงที่คนเมืองกาญขับรถน่ากลัวมาก ขับรถเร็ว ผมเองก็เกือบตายที่นี่แหละ หาจังหวะเลี้ยวแล้วรถฝ่าไฟแดงมา ผมตกใจจนแทบไปต่อไม่ได้ก็ทริปนี้หล่ะ แต่ก็ยังรอดมาได้ ปาฏิหาริย์จริงๆ ขอบคุณคุณยมทูติที่ยังไม่อยากเจอหน้าผม ฮ่าๆๆ

ทริปนี้ผมไปที่ไหนกันบ้าง

ประเดิมด้วยงานเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควก่อนเลยครับ วันที่ไปเป็นคืนสุดที่ที่มีการแสดงพอดีเลย เกือบพลาดแล้วเชียว หลังจากที่ขับมอไซค์ยาวๆจากกรุงเทพจนถึงเมืองกาญและได้ห้องพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง พอเก็บของเสร็จ อาบน้ำให้สบายตัว แล้วกะออกมาหาของกินกัน แล้วขับรถกันไปเรื่อยๆ แต่ไม่ยอมเลือกซักร้าน จนไปถึงจุดที่เค้ามีแสงไฟสว่างๆ และเสียงดังเหมือนพลุ(มารู้ทีหลังว่าเค้าโยนระเบิดลงน้ำ) ก็เลยขับตามไปดูว่าเค้ามีงานอะไร เผื่อจะหาของกินในงานได้บ้าง แล้วก็ดันแจ็คพ็อตเจองานนี้เข้าพอดี งานฉลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไม่รู้ชื่อทางการมันคืออะไรนะ แต่ผมเรียกแบบนี้เฉยๆ

River-Kwai-Bridge-night-time
งานเทศกาลฉลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว ธันวาคม 2015

สะพานข้ามแม่น้ำแคว(River kwai bridge)

สะพานข้ามแม่น้ำแควจากมุมอื่น
สะพานข้ามแม่น้ำแควจากมุมอื่น

อย่างที่บอก คืนแรกที่มาถึงกาญจนบุรีก็เจองานเทศกาลตรงสะพานแม่น้ำแควพอดี ก็เลยมีโอกาสได้เที่ยวกันตอนกลางคืนบริเวณจัดงานรอบๆสะพานข้ามแม่น้ำแควกัน เดินกันทั่วถึงเลยทีเดียว บรรยากาศดีมากครับ เหมือนได้เที่ยวงานวัดแบบใหญ่ๆ จนถึงใหญ่มาก งานนี้สองเกลอตะลุยงานประจำปีกันแบบเต็มอิ่มเลยครับ มีตั้งแต่งานแสดงแสงสีเสียง งานแสดงรถไฟสมัยเก่าๆ ร้านขายของเหมือนงานวัด ตลอดจนเครื่องเล่นสมัยใหม่ มีเรือไวกิ้งด้วยนะเออ ได้เสียวกันตลอดงานเลยทีเดียว งานแบบนี้จะมีเฉพาะช่วงงานประจำปีนี้ครับ ใครที่อยากไปเที่ยวชมงานก็ควรเช็ควันให้ดีก่อนไปเที่ยวนะครับ กันพลาดไว้เป็นดีที่สุด อย่าเอาอย่างพวกผมที่ไปกันแบบไม่ได้เช็คอ่ะไรเลย เดี๋ยวอดดูโชวสวยๆไม่รู้ด้วยนะเออ นอกจากการแสดงในช่วงกลางคืนที่สวยอลังการแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำแควในตอนกลางวันก็สวยน่าชมเหมือนกันนะครับ สวยแบบมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ซึ่งแน่นอนครับว่าผมก็ไม่พลาดที่จะแวะมาเก็บภาพในตอนกลางวันอีกรอบก่อนจะตะลอนหาที่พักสำหรับคืนถัดไป ก่อนที่จะวางแผนเที่ยวน้ำตกเอราวัณกันต่อ

น้ำตกเอราวัณ(Erawan national park)

น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี
น้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี

น้ำตกนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตรครับ เท่าที่พวกผมรู้ พวกเราเลือกพักกันในเมืองเพราะขี้เกียจหาห้องพักใหม่ ขี้เกียจเก็บของ ก็เลยจองห้องไว้ 2 คืน แล้วอีกอย่างหนึ่งคือพวกเรากลัวว่าพอไปที่น้ำตกแล้วจะหาห้องพักลำบาก ก็เลยไม่เช็คเอาท์ออก เก็บของไว้ห้องเดิมนั่นแหละ แต่ก็เหมือนว่าพวกเราจะคิดผิด เพราะระหว่างทางที่ไปน้ำตกนั้นมีห้องพัก มีรีสอร์ทให้เลือกระหว่างทางเยอะเลยทีเดียว ไปกันคราวหน้าคงไม่ต้องกลัวแล้วหล่ะว่าจะหาห้องพักไม่ได้ ห้องพักมีเยอะซะจนเควิ่นแซวว่ามันมีเยอะกว่าในตัวเมืองอีก คราวหลังตรงมาน้ำตกเลยก็ได้ มีที่นอนแน่นอน ไม่ต้องกลัว

เส้นทางนี้นอกจากจะเป็นน้ำตกเอราวัณแล้วก็ยังมีเขื่อนศรีนครินทร์ที่อยู่ถัดกันขึ้นไปนิดหน่อยให้เราได้แวะชมวิวด้วยนะครับ พวกเราเลือกแวะเขื่อนก่อนแล้วค่อยลงมาเที่ยวน้ำตกกัน อยู่ไม่ไกลกันมาก ส่วนเรื่องรายละเอียดผมจะขอเล่าแยกเป็นทริปตะลุยน้ำตกเอราวัณอีกทีละกันนะครับ

วัดถ้ำเสือ(Tiger cave temple)

Buddha
Chedi

 

วัดนี้เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากครับ สำหรับพวกเรา ทั้งตัวผมเองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีวัดชื่อนี้ที่เมืองกาญด้วย ผมนึกว่ามันคือวัดเดียวกันกับที่กระบี่(ซึ่งผมเข้าใจผิด) ก็เลยไม่ได้วางแผนเที่ยวไว้ตั้งแต่แรก ถ้าคู่หูผมไม่บอกว่าจะไปดูวัดถ้ำเสือ ผมก็คงพลาดวัดนี้เหมือนกัน สำหรับวัดนี้ผมเล่าแยกไว้อีกบทความนึงนะครับ เพราะกลัวว่าบทความมันจะยาวเกินไป ยังไงก็ฝากติดตามอ่านกันได้ที่บทความ “ชวนเที่ยววัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี วัดสวยๆที่รวม 2 สไตล์เข้าด้วยกัน” นะครับ

ความประทับใจสำหรับทริปกาญจนบุรี

แม่น้ำแคว กาญจนบุรี
แม่น้ำแคว กาญจนบุรี

ทริปนี้สถานที่อาจจะน้อยนะครับ แต่เน้นความสนุกระหว่างทริปที่เราไม่ต้องเร่งรีบมากกว่า และเสียเวลาไปกับการเดินทางไปซะเยอะเลย เกือบครึ่งวันสำหรับการเดินทางไปแต่ละที่ บวกกับการศึกษาข้อมูลมาน้อยมากถึงมากที่สุด ทำให้เสียเวลาหาข้อมูลซะเยอะเลย เอาตรงๆก็คือไม่ได้หาข้อมูลอะไรเลยมากกว่า ส่วนใหญ่จะถามคนท้องถิ่นมากกว่าว่ามีอะไรน่าเที่ยวบ้าง มาเที่ยวเมืองกาญเค้าไปที่ไหนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ผมนี่แหละครับที่ต้องเป็นคนถาม เพราะถ้าปล่อยให้คู่หูอย่างเควิ่นเป็นคนถามคงไม่ต้องไปเที่ยวไหนกันพอดี เพราะฮียังใช้ภาษาไทยไม่ได้ ทริปนี้ผมก็เลยต้องพูดเยอะเป็นพิเศษ แต่ผมก็ดีใจที่มีเพื่อนเที่ยวนี่แหละครับ ไม่ต้องลุยคนเดียวเหมือนทริปก่อนๆ หลงทางก็หลงด้วยกัน(ถึงส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนพาเพื่อนหลงก็เหอะ ก็ผมเป็นคนขับ) หาที่พัก หาที่เที่ยวก็ช่วยกันหา อันนี้เป็นความประทับใจหลักๆของทริปนี้เลยครับ ถึงจะเหนื่อยกว่าทริปอื่นๆเพราะขับมอไซค์ระยะไกลไปหน่อยก็เถอะ